Climbing in Leodinio, Greece: What You Need to Know (Thai Language) ฉบับท่องเที่ยวแบบคนไทย

UPDATE APRIL 2025

อยากจะนำเสนอการปีนหน้าผาที่ประเทซกรีซมาก ภาษาที่เขียนจะมีคำทับศัพท์ปะปนกันไปนะคะ มีณเคยไปเมื่อปี 2019 (2562) ช่วงเดือนธันวาคม แน่นอนว่าอากาศหนาวสุดๆ (แต่ไม่เจอหิมะ) อุณหภูมิประมาณ 5-13 องศา ต้องปีนท่ามกลางแสงแดดเท่านั้นถึงจะรอด และครั้งนี้ได้ไปอีกครั้งล่าสุด เมื่อเมษายน 2025 (2568) ที่ผ่านมา อากาศจะอุ่นกว่าเล็กน้อย แต่สำหรับคนไทยยังถือว่าอากาศเย็น และมีลมแรง อุณหภูมิประมาณ 12-18 องศา ต้องอยู่สักพักร่างกายจึงจะชินกับอากาศ

เส้นทางการปีนหน้าผาที่เมือง Leonidio นั้น มีเยอะแยะมากมาย (มีณยังไปไม่หมดเลย) แล้วหินเป็นแบบแกรนิต และส่วนใหญ่เป็นแบบ Tufa เน้น Knee bar แต่ก็มีส่วนแบบ crimp ธรรมดาๆ เช่นกัน ฉะนั้นจึงหลากหลาย ไปปีนรับรองไม่มีเบื่อ แถมสนุกไปด้วย

มีณอยากให้ทุกคนลองไปสัมผัสกับอีกบรรยากาศการปีนหน้าผาในยุโรป สวยและท้าทายมากๆ บล็อคนี้จึงแนะนำวิธีการตั้งแต่เริ่มต้นก่อนออกเดินทาง จนไปถึง ที่ประเทศกรีซเลย

วีซ่าเชงเก้น สามารถเข้าประเทศกรีซได้นะคะ แต่ถ้าอยากไปทำวีซ่ากรีซโดยตรงต้องไปทำวีซ่าที่สถานทูตกรีซเท่านั้น (VBS ไม่ได้) สามารถทำได้ด้วยตัวเอง หรือ จ้างทัวร์ได้ แต่เจ้าตัวต้องไปแสดงตัวตนที่สถานทูตกรีซด้วยตัวเอง มีณได้ลองทำบล็อคสำหรับ การทำวีซ่าด้วยตัวเอง ไว้ ลองเข้าไปอ่านได้ค่ะ วีซ่ากรีซคือวีซ่าเชงเก้นเหมือนกันค่ะ

แนะนำให้บินไปลงเมือง เอเธนส์ ประเทศกรีซค่ะ มีหลายสารบินที่ให้บริการ ราคาถ้าประมาณ 30,000 บาทคือราคาดีเลย (มีณไปเดือนเมษายน ราคาประมาณนี้เช่นกัน) หลังจากนั้นใช้บริการรถเช่า สามารถจองได้ล่วงหน้าหรือจองที่สนามบินกรีซได้เหมือนกัน ส่วนตัวมีณใช้ของ AVANCE Car Rental ซึ่งเป็นแบรนด์ของกรีซโดยเฉพาะ และน่าเชื่อถือ ราคาไม่ได้แพงเท่า AVIS โดยรวมคือดีมากค่ะ (รถที่เช่าต้องไม่ใช่รถใหญ่ จะสะดวกตอนขับขึ้นเขาไปปีนหน้าผา)

Car Rental Company in Airport

จากสนามบินเอเธนส์ ไปเมือง Leodinio ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 30 นาที (โดยใช้ Google map ชี้ไปที่พักที่จองที่นั่น) แบบขับสบายๆตลอดทาง เพราะต้องขึ้นทางด่วน และต้องจ่ายค่าทางด่วน 4 ครั้ง สามารถจ่ายได้ทั้งเงินสด, บัตรเครดิต และบัตร Travel Card

เมือง Leodinio เป็นเมืองที่อยู่ติดแถบทะเล ซึ่งทางในการขับรถ จะขับแนบชายฝั่งทะเลและขึ้นลงภูเขาไปเรื่อยๆ โค้งไปมาบ้าง มีปั้มพักระหว่างทาง ถนนก็ดี ปลอดภัยมากค่ะ

Pitstop before arrived Leodinio

ถ้าไม่อยากเช่ารถ มีอีกวิธีคือนั่งรถบัสจากสนามบินเอเธนส์ ไป Kifissos ก่อน จากนั้นนั่งรถบัสจาก Kifissos ไปเมือง Leodinio จะถึงที่หมาย ซึ่งรถบัสจะมี 2 เที่ยวต่อวันค่ะ

แต่แนะนำเช่ารถดีกว่า เพราะการไปหน้าผาแต่ละที่ต้องใช้รถค่ะ

New Place Deep Water Solo in Leodinio

พักในเมือง Leodinio ซึ่งสามารถจองผ่านได้หลายช่องทาง

Booking.com

Airbnb

Leodino Apartment

Camp Semeli เป็นแคมป์ราคาจะถูกหน่อย สไตล์ Backpaker

แนะนำให้ซื้อ Guidebook ที่นั่นค่ะ ชื่อร้านว่า Panjika ร้านอยู่ในตัวเมืองเลย (ขับรถลำบากหน่อยเพราะถนนไม่เท่ากัน แต่จอดรถข้างล่างได้ ก่อนขึ้นเนินไปในตลาด) ในหนังสือมีการอธิบายอย่างละเอียด ไปปีนหน้าผายังไง ขับผ่านตรงไหน จอดรถที่ไหน พร้อม GPS บอกทาง ซึ่งสะดวกสุดๆ

ถ้าอยากดูออนไลน์ (ฟรี) มีใน thecrag.com ค่ะ

อุปกรณ์ที่ควรมีคือ เชือก 70-80 เมตร (เพราะเส้นทางการปีนส่วนใหญ่ประมาณ 30 เมตรขึ้นไป หรือมากกว่า) Quickdraws อย่างน้อย 20 กำลังดี อย่าลืมปีนหน้าผา ฮาเนสและถุงชอล์กสำคัญมากๆ แต่ถ้าลืมเอามา ในเมือง Leodinio ก็มีร้านอุปกรณ์ขายค่า ราคาก็จะแพงหน่อยๆ

Rainbow Warrior 8b+ , Nifada

โซนที่นักปีนหน้าผานิยมไปปีนกัน มีหลายที่มากค่ะ เช่น Elona, Hada, Twin Caves, Mars, Theó’s Cave, SàbatonCemetery Gates, Nifada, Limeri และ La Maison des Chevres และมีเส้นทางง่ายๆไม่ยากคือ Hot Rock และ Douvari. และยังมีอีกหลายโซนที่ไม่ได้กล่าว น่าไปหมดค่ะ

Monotheistic 7a, Blasphemia

นอกเหนือจากเมือง Leodinio แล้ว ยังมีหน้าผาอีกหลายที่ๆอยู่รอบๆเมืองเช่นกันค่ะ เช่น Kyparissi ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมง เดินขึ้นหน้าผาอีก 1 ชั่วโมง แต่มีณยังไม่เคยไปเลยบอกอะไรไม่ได้มาก แหะๆ (ทางนี้ได้ยินเพื่อนๆพูดกันค่ะ)

ทริปนี้ทั้งหมดมีณใช้จ่ายไปประมาณ 5 หมื่นๆนิดๆ จำนวน 10 วัน ประมาณกันได้ว่า: ค่าตั๋วคนละ 30,000: ค่าอาหาร ขนม น้ำมัน หารสองคนตกคนละประมาณ 5 พัน: ค่าที่พักหารกัน 4-5 คน ตกคนละ 4-5 พัน

ราคาอาจจะแอบแรง แต่ถ้ามาเพื่อปีนอย่างเดียว กิน และนอน เราจะใช้จ่ายไม่แพงเท่าที่คิด (มัวแต่ปีน) ค่าครองชีพที่นี่จะสูงเหมือนยุโรปทั่วๆไปค่ะ แต่ก็ไม่ได้แพงเวอร์วังเกินไป คือ พอรับได้

ถ้ามากันเยอะๆ อาจจะถูกกว่านี้ มีณคิดว่ารอบนี้ถือว่ามาพักผ่อน คุ้มค่า และดีใจที่ได้กลับมาอีกครั้งค่ะ (เป็นเมืองที่เงียบสงบ ไม่วุ่นวายดี)

อีกหนึ่งทางเลือกของสายนักปีนหน้าผาจริง หรือ Outdoor เน้นไปทาง Sport Climbing ค่ะ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการจะไปนะคะ สามารถติดต่อสอบถามโดยตรงได้เหมือนกัน ขอบคุณที่ติดตามกันค่ะ

วีซ่ากรีซ แบบท่องเที่ยว (ยื่นด้วยตัวเอง) UPDATE 2025

เพิ่งจะยื่นและรับวีซ่ามาสดๆร้อนๆ เลยค่ะ อันที่จริงเคยยื่นวีซ่าด้วยตัวเองมาก่อนในปี 2019 (ก่อนโควิด) แล้วไปเที่ยว (เพื่อปีนหน้าผา) อย่างสนุกสนาน มาครั้งนี้จึงสนใจอยากจะไปเที่ยว (ปีนหน้าผาต่อ) อีกรอบ เลยอยากแชร์ประสบการณ์ วิธี และขั้นตอนยื่นวีซ่าด้วยตัวเองของปี 2025 นี้ ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

เผื่อท่านใดสนใจจะไปเที่ยว ซึ่งการขอวีซ่าเหมือนจะยาก แต่ถ้าเราทำตามขั้นตอนที่ทางสถานทูตระบุไว้ คือ ไม่มีปัญหาเลย แถมผ่านฉลุยค่ะ

นัดหมายวีซ่า

ปัจจุบันนี้ก่อนที่จะทำการยื่นวีซ่า จะต้องทำการนัดหมายล่วงหน้า ผ่านทางเว็บไซค์ของสถานทูตกรีซก่อนเท่านั้น (ไม่มีแบบ Walk in) และยื่นวีซ่าได้ที่ แผนกวีซ่า สถานทูตเอกอัครทูตกรีซประจำประเทศไทยที่เดียว (ไม่มี VFS)

Book an appointment for visa application

คำแนะนำ

  • ยืนยันการนัดหมายก่อนเดินทางอย่างน้อย 6 เดือน (เพราะเต็มเร็วมากค่ะ)
  • เปิดรับยื่นนัดหมายได้เฉพาะวันจันทร์ อังคาร และพุธ เวลา 10:00-12:00
  • เมื่อยืนยันการนัดหมายแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวันที่ได้ มีแต่ต้องยกเลิกและนัดหมายใหม่เท่านั้น

ตัวอย่างจากเจ้าของเพจ: จองตั๋วเดินทางเดือนเมษายน 2568 จึงได้ทำการเข้าเว็บไซค์เพื่อยื่นเรื่องนัดหมายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 แต่เจ้าของเพจได้วันว่างคือเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เพราะฉะนั้นเผื่อเวลาไว้ดีๆนะคะ

เตรียมเอกสาร

ถ้าคุณมีงานประจำ และการงานไม่น้อยกว่า 2-3 ปี ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลยค่ะ เพราะทางสถานทูตแค่อยากจะทราบว่าคุณเดินทางไปเที่ยวและกลับไทยจริงๆ เท่านั้น ฉะนั้นเอกสารจึงไม่ได้ยุ่งยาก ขอแค่จัดทำเอกสารตามที่สถานทูตต้องการ

  1. แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่า
  2. รูปถ่ายสี หน้าตรง จำนวน 1 ใบ ขนาดเหมาะสม ติดในใบสมัคร (2 นิ้ว)
  3. หนังสือเดินทาง (Passport) พร้อมสำเนา ถ้ามีวีซ่ากรีซในเล่มเก่าให้นำเล่มเก่ามาด้วย พร้อมสำเนา
  4. หลักฐานการทำงานฉบับจริง เช่น จดหมายรับรองการทำงาน (มีอายุ 30วัน)
  5. หลักฐานการเงินย้อนหลัง 6 เดือน แนะนำให้ไปขอธนาคารโดยตรงพร้อมแสตมป์ (มีอายุ 15 วัน)
  6. สำเนาการจองตั๋วเครื่องบินไปและกลับ
  7. สำเนาการจองที่พัก
  8. สำเนาประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ โดยมีวงเงินประมาณ 3 ล้านบาท
  9. แผนการท่องเที่ยวทั้งทริป: เจ้าของเพจไปปีนหน้าผา ได้แนบหน้า Facebook , Instagram ไปด้วย เพื่อยืนยันว่าเราเป็นนักปีนหน้าผาแบบมืออาชีพ

เอกสารประกอบการขอวีซ่า

สถานทูตเอกอัครทูตกรีซประจำประเทศไทย

เมื่อเตรียมเอกสารพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือรอคอยถึงวันนัดหมายที่จองนัดไว้ออนไลน์ แต่งกายสุภาพเรียบร้อย พร้อมถือเอกสารไปสถานทูตเอกอัครทูตกรีซประจำประเทศไทยกัน

  • ที่อยู่ติดต่อ : เลขที่ 100/41, ชั้น 23 อาคารสาธรนคร ทาวเวอร์, 100 ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี)
  • เวลาเปิดทำการ : จันทร์-ศุกร์ เวลา 10:30-12:30 น.
  • Tel : 02-667-0090 (สอบถามข้อมูลทางโทรศัพท์ 13:30-15:30 น.)
  • Fax: 02-667-0093
  • E-mail : grcon.ban@mfa.gr

การเดินทางโดยรถไฟฟ้า หรือ BTS ลงสถานีช่องนนทรี ทางออก 2

การเดินทางโดยรถยนต์ สามารถจอดรถในตัวอาคารได้ แล้วนำบัตรจอดรถมา Stamp ที่สถานทูตกรีซได้เช่นกัน

สถานทูตจะเปิดทำการแบบตรงเวลามากๆ ถ้าไปถึงก่อนเวลา…ต้องรอค่ะ ก่อนขึ้นไปชั้น 23 จะต้องแลกบัตรที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ แล้วเดินไปที่ลิพท์ เดินออกมาไปทางที่มีกระจก แล้วก็จะเจอตราสัญลักษณ์ของสถานทูต ถ้าพร้อมเข้าข้างในต้องกดกริ่ง แล้วจะมีเจ้าหน้าที่เปิดประตูให้ค่ะ

ยื่นเอกสาร

เมื่อเข้าไปข้างใน เจ้าหน้าที่จะให้เราเตรียมเอกสารแล้วจัดเรียงลำดับที่กำหนดไว้ให้ (ตามภาพด้านล่าง) ค่ะ จากนั้นจึงยื่นให้เจ้าหน้าที่ผ่านช่องรับ

เจ้าหน้าที่จะถามชื่อคนจองและเวลาด้วยนะคะ ทางเจ้าของเพจจองไว้ 2 คน เลยยื่นเอกสารพร้อมกัน

เมื่อยื่นเอกสารเรียบร้อย รอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และเรียกเข้าไปถ่ายรูป (สำหรับติดวีซ่า) พร้อมจ่ายเงินค่าวีซ่า ซึ่งไม่รับบัตรเครดิตและเงิดสด รับแต่สลิปโอนเงินเท่านั้น (สามารถโอนผ่านมือถือออนไลน์ได้) พร้อมส่งสลิปหลักฐานโอนเงินได้ทางอีเมล์ของสถานทูต (ทางเจ้าหน้าที่จะบอกตรงนี้เองค่ะ) ซึ่งค่าวีซ่าคนละ 3,200 บาท

รับวีซ่า

เมื่อชำระเงินเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้บัตรรับพาสปอรต์และวีซ่าให้ค่ะ ถ้ามายื่น 2 คน สามารถให้ใครคนใดคนหนึ่งมารับให้กันได้ แต่ถ้าไม่มีใครสะดวกมารับเลย ก็ต้องมีใบมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประชาชนทั้งสองฝ่ายมายื่นค่ะ

เจ้าของเพจยื่นวีซ่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 แล้วมารับวีซ่าวันที่ 11 มีนาคม 2568 รวมทั้งหมด 15 วันเป๊ะๆ (ไม่นับวันเสาร์และอาทิตย์)

ได้รับวีซ่า ชื่นใจละคะ พร้อมสำหรับไปปีนหน้าผาจริงแล้ว

เจ้าของเพจหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านสามารถยื่นวีซ่าผ่านไปอย่างด้วยดีนะคะ

สามารถติดตามเรื่องราวเจ้าของเพจต่อไปได้ในช่อง Youtube นะคะ จะลงวีดีโอให้เยอะๆเลย

https://www.youtube.com/@puntarika_mean

ปีนหน้าผา กาญจนบุรี – Kanchanaburi, Thailand

มาอัพเดทสถานที่ปีนหน้าผาที่ใหม่ในประเทศไทย และครั้งนี้มีณได้ไปเยือนที่ จังหวัดกาญจนบุรี ขอบอกเลยว่า “ตื่นเต้นมาก” ตั้งแต่จำความได้ มีณได้ไปเยือนแค่ครั้งเดียวเอง ไม่ใช่ไปปีนหน้าผา แต่ไปทัศนศึกษาของโรงเรียน 😂

จากกรุงเทพมหานครจนถึงกาญจนบุรี ใช้เวลาประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง โดยรถยนต์นะคะ ส่วนรถไฟมีสถานีที่อยู่ใกล้ๆ ทั้งที่ปีนและแหล่งชุมชน มีชื่อสถานีว่า วังโพ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง 8 นาที

แต่ถ้าขับรถไป สะดวกมากกว่าค่ะ

มีณกล่าว

มีหลายคนได้นึกสงสัยบ้างไหมคะ? ว่าใครกันที่เป็นผู้ริเริ่ม แล้วพวกเค้าทำไปทำไมกันนะ? เพราะจากประสบการณ์ที่มีณปีนหน้าผามา จะ Indoor หรือ Outdoor ล้วนต้องผ่านกระบวนการหลากหลายอย่างมาก ซึ่งมันไม่ง่ายอย่างที่พวกเราเห็นผลลัพธ์ล่าสุดหรอกค่ะ มีณจึงได้มีโอกาสสอบถามพี่ๆที่แนะนำให้มาปีนที่นี่นี่แหละ ว่าอะไรคือสาเหตุของการทำโปรเจคครั้งยิ่งใหญ่นี้

พี่วี (ทางซ้าย) และพี่ดล (ทางขวา) ผู้ริเริ่มทำเส้นทางปีนหน้าผา “พุเต่า”

พี่ดล คือหนึ่งในนักปีนหน้าผาที่อยู่วงการนี้มานานเกือบ 20 ปี หลายคนรุ่นเก่าจะจำพี่เค้าได้รวมถึงมีณ แต่คนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักมากนัก เพราะพี่ดลไม่ใช่สายนักกีฬาเพื่อแข่งขัน แต่พี่ดลเป็นนักปีนหน้าผาเพื่อความสนุกและความชอบส่วนตัวเท่านั้นเอง

สาเหตุที่พี่ดลอยากทำเส้นทางปีนหน้าผาที่เมืองกาญจนบุรีแห่งนี้ เป็นเพราะว่า

ใกล้บ้าน และอยากมีที่ปีนหน้าผาใกล้ๆ

พี่ดล กล่าว

หลังจากนั้นพี่ดลเริ่มสำรวมเส้นทางในเมืองแห่งนี้ หาภูเขาที่เหมาะแก่การปีนหน้าผา และเริ่มติดตั้งอุปกรณ์ จุด Safety ตามบริเวณต่างๆ รวมถึงทำเคลียร์พื้นที่ป่าให้ดูสะอาด ปลอดภัย ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม ปี 2562 ที่ผ่านมา ต้องขอบอกเลยว่า มีพี่ดล พี่วี (น้องชาย) และเพื่อนร่วมงานแค่สามคนเท่านั้นเอง ที่เป็นผู้ที่ริเริ่ม จัดตั้งขึ้น ซึ่งพี่วีเป็นนักปีนหน้าผาเช่นกัน

เราทำเพราะเรารักในสิ่งที่ทำ และเราอยากสร้างสังคมนักปีนหน้าผาให้กว้างขวางมากขึ้น อยากเชิญชวนเหล่านักปีนมาสัมผัสบรรยากาศในเมืองกาญจน์แห่งนี้

พี่ดลและพี่วี กล่าวพร้อมกัน

จากประสบกาณ์ที่ทำโปรเจคนี้ขึ้นมา พี่ดลได้เล่าหนึ่งในช่วงเหตุการณ์ให้ฟังว่า “ตอนที่พี่ขึ้นไปข้างบนประมาณ 20-25 เมตร อยู่ดีๆ มือที่พี่ดลยึดจับไว้กับหินก็หล่นออกมา และแน่นอนตัวพี่ก็หล่นมาด้วย แต่ไม่ถึงพื้นหรอกนะ เพราะพี่ทำ Safety ไว้หลายชั้น ถึงแม้จะตกใจไปบ้าง แต่ก็ยังทำต่อไป” เนื่องจากการสำรวจย่อมมีโอกาสที่ได้พบหินหลากหลาย ทั้งเปราะบาง และแข็งแรง ในบางครั้งตอนเดินเข้าไปในป่า พวกพี่ดลก็ต้องเจอสิ่งแปลกประหลาด หรือสัตว์แปลกๆก็มี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อพี่เค้าทำในสิ่งที่ชอบ ไม่มีอะไรไปขัดขวางหรือเปลี่ยนแปลงความคิดของเค้าได้

หากมีคนถามว่าพี่มีเวลาว่างมากหรอคะ? เพราะสิ่งที่ทำไม่ใช่จะเสร็จภายใน 2-3 เดือน แถมไม่มีรายได้อะไรเพิ่มด้วย มีแต่จ่ายและจ่าย

แล้วคุณเชื่อไหม? คำตอบของพี่ดลก็คือ

พี่ไม่มีเวลาหรอก แต่พี่อยากทำ

พี่ดล กล่าว

ปัจจุบันพี่ดลทำงานเป็นช่างปั้นประติมากร และพี่วีทำงานด้านทาสี ตกแต่ง (Painter) ซึ่งเป็นงานประจำ และมีสตูดิโออยู่ใกล้ๆที่นี่ บางวันพี่เขาเล่าว่า “เลิกงานเสร็จ สิ่งแรกที่พี่ดลและพี่วีทำต่อ ไม่ใช่ไปกินข้าว แต่ไปที่หน้าผาพุเต่า เพื่อปรับปรุงและพัฒนาเส้นทางปีนหน้าผาต่อไป” จนเสร็จมืดค่ำก็มี

มีณนับถือน้ำใจของพวกพี่อย่างมาก ที่ทั้งทุ่มเทแรงกาย แรงใจในการสรรสร้างสิ่งใหม่ๆ จากที่ไม่เคยมีอะไร กลับเป็นสถานที่ปีนหน้าผาขึ้นมาได้ และมีณเชื่อว่าในอนาคตเมื่อแหล่งปีนหน้าผาได้รับการพัฒนา มีเหล่านักปีนหน้าผาจากทั่วมุมโลกอยากมาลองและสัมผัส รวมถึงได้สร้างเศรษฐกิจให้กับเหล่าชุมชน และเพื่อนบ้านให้มีรายได้ ดังนั้นจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มอีกหนึ่งที่ในละแวกนี้ด้วยค่ะ

ในเมื่อพวกเรารู้แหล่งต้นกำเนิดของเส้นทางปีนหน้าผาในเมืองแห่งนี้แล้ว… หลังจากนี้มีณจะแนะนำสถานที่ปีนหน้าผา ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 3 หน้าผา ต่างสถานที่ ซึ่งถ้ามีรถยนต์ส่วนตัวไปเองจะสะดวกมากเลยค่ะ (Update 31 March 2564)

หน้าผา พุเต่า

เป็นหน้าผาแห่งแรกๆ ที่พี่ดลและพี่วีทำเส้นทางไว้ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2562 ลักษณะหินของที่นี่เป็นแบบหินปูน (Lime Stone) มีผสมกับหินแกรนิต (Granite Stone) หน่อยๆ บางส่วนมีคมบ้าง แต่เส้นทางการปีนที่มีณได้ลองนี่สุดยอดค่ะ มีทั้งง่ายระดับ 5c ไปจนถึง 7c เลยทีเดียว (Phu Tao Location)

พุ (อาการที่ดินหรือภูเขาปูดขึ้นมาจากพื้นดิน) และเต่า (สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ) ที่มาของชื่อ พุเต่า
พุเต่า (Turtle home) ในช่วงหน้าฝน
แผนที่
จอดรถ

หลังจากขับเข้ามาในถนนดินลูกรังจนถึงภูเขาพุเต่า พวกเราจะจอดรถไว้ข้างทาง โดยไม่จอดในส่วนของพื้นที่เกษตรที่ปลูกไร่กันอยู่นะคะ จากนั้นเราจะเห็นทางเข้า ซึ่งพี่ดลและพี่วีได้ทำทางไว้ให้ก่อนหน้านี้แล้ว พวกเราต้องเดินด้วยเท้าขึ้นไป แต่เดินไม่ไกลนะคะ ประมาณ 50-100 เมตรเอง และทางเดินไม่ชันมาก ถือว่าแบบสบายมากเลย บรรยากาศดี้ดี

พี่นกโชว์เส้นทางก่อนขึ้นเขา

ทุกครั้งที่มาปีนหน้าผาจริงนอกสถานที่เช่นนี้ พวกเราควรเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุต่างๆนาๆ โดยเฉพาะหมวกกันน็อก ของปีนหน้าผา เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องนำติดตัวมาด้วย เพราะเนื่องจากเป็นสถานที่ใหม่ และหินเองบางส่วนยังเคลียร์ไม่หมด อาจจะมีหินเล็กหินน้อยหล่นร่วงมาบ้าง ควรพกมาป้องกันดีที่สุดค่ะ

ทุกคนใส่หมวกกันหมดเลย
Dragon Escape เป็นเส้นทางปีนแบบ Traverse

ซึ่งหน้าผาพุเต่าแห่งนี้ สามารถมาปีนได้ตั้งแต่ 10 โมงเช้ายันเย็นเลย เพราะอยู่ในร่มไม่มีแดด รวมถึงมีลมอ่อนๆ ด้วยนะ

First Ascent: Fury Turtle 7a+

ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีณและพวกพี่เหล่านักปีนหน้าผาบางส่วนได้เข้ามาลองเส้นทางกันเป็นที่เรียบร้อย ขอบอกเลยว่า สนุกมาก ไม่แพ้ที่จังหวัดกระบี่ หรือสระบุรีเลยนะ ยิ่งเมืองกาญจนบุรีเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอยู่แล้ว เช่น น้ำตก ถ้ำ หรือสะพานข้ามแม่น้ำแควที่มีเสียง หลังจากทำกิจกรรมปีนหน้าผา มีณยังสามารถไปท่องเที่ยวสถานที่อื่นได้อีกด้วย (สถานที่ท่องเที่ยวเมืองกาญจนบุรี)

ภาพถ่ายจากโดรน ซึ่งมีณกำลังปีนเส้นทางของ Sai Yok Yai (ไทรโยคใหญ่) 6c+

หน้าผา ปั้ม

หน้าผาแห่งที่สอง ซึ่งทางพี่ดลและพี่วีได้ทำการสำรวจและทำเส้นทางการปีนมีทั้งยากง่ายสลับกันไป ซึ่งลักษณะของหินเป็นแบบหินปูน (Lime Stone) ผสมๆนิดหน่อยค่ะ

เดินขึ้นเขาประมาณ 10-15 นาทีก็จะถึงหน้าผาคะ ชันไม่มาก แต่สำหรับนักปีนอย่างพวกเรา ของแค่นี้สบายแบบหมูๆ แน่นอน! Pump Crag Location

TOPO PUMP

หน้าผา HUG HILL

เนื่องจากเป็นหน้าผาที่อยู่ใกล้ร้านกาแฟที่มีชื่อว่า Hug Hill จึงได้ตั้งชื่อหน้าผาแห่งนี้ว่า HUG HILL ไปด้วยเลย ซึ่งปัจจุบันได้เปิดเป็นโฮมสเตย์ (Home Stay) ด้วยนะคะ เผื่อใครสนใจอยากพักใกล้ๆที่ปีนหน้าผา มีณขอแนะนำที่นี่เลยค่ะ

ถือว่าเป็นหน้าผาน้องใหม่ เพิ่งเสร็จหมาดๆ พร้อมเกรดการปีนที่ค่อนข้างยากยิ่งขึ้น แต่ความสูงของเส้นทางการปีนที่นี่ไม่เกิน 25 เมตรค่ะ ทางเดินขึ้นเขาก็ช่างแสนสั้น 😅 ลักษณะของหินเป็นแบบ หินปูน (Lime Stone) และค่อนข้างคม (Hug Hill Climbing Location) สามารถมาปีนได้ทั้งวัน เพราะร่มเย็นตลอดเวลา

YOUTUBE : White Umbrella 7c at HUG HILL Crag

YOUTUBE : Black Popcorn 7b at HUG HILL Crag

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ? สำหรับบทความนี้มีณตั้งใจเขียนขึ้นมา เพื่ออยากจะแนะนำให้เหล่านักปีนหน้าผาทุกท่านได้ทราบข้อมูลโดยทั่วกัน ว่าเมืองกาญจน์แห่งนี้ ก็มีสถานที่สำหรับปีนหน้าผาแล้วนะ ซึ่งยังเปิดไม่เป็นทางการ แต่ก็เริ่มทยอยให้ผู้ที่สนใจลองมาปีนกันได้ค่ะ

ต้องขอขอบคุณ พี่ดลและพี่วี ที่เป็นผู้บุกเบิกเส้นทางปีนหน้าผาที่นี่ สามารถติดตามได้ใน Instagram: Kanchanaburi_alpine และขอขอบคุณ TMSC ที่มีส่วนช่วยเหลือ สนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อให้กิจกรรมปีนหน้าผาได้แพร่หลายมากขึ้น สุดท้ายมีณอยากจะบอกว่า การที่คนเราอยากจะทำอะไรก็แล้วแต่ หากเรามีสิ่งที่ฝัน และฝันจะเป็นจริงได้ คือต้องลงมือทำ ดังเช่นพี่ดลและพี่วี ที่ไม่ละทิ้งความพยายาม แต่ยังก้าวเดินต่อไป เพื่อให้ฝันเป็นจริง และนี่คือความจริงที่มีณประสบพบเจอ

หากใครอยากสนับสนุนพวกพี่ๆที่เมืองกาญจนบุรีแห่งนี้ สามารถติดต่อได้ทาง Thailand Mountain Sports Club (TMSC) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีส่วนช่วยพัฒนากิจกรรมปีนหน้าผาแบบ Outdoor ในเมืองไทยค่ะ

Koh Yao Noi Climbing ปีนหน้าผาที่เกาะยาวน้อย

ได้ยินมานาน ในที่สุดมีณได้มีโอกาสไปสัมผัสที่นั่นเสียที เกาะยาวน้อยอยู่ในจังหวัดพังงา สามารถเดินทางผ่านจังหวัดกระบี่ หรือ ภูเก็ตก็ได้

มีณได้เลือกเส้นทางไปที่ภูเก็ต (สะดวกกว่า) โดยสายการบิน (ตั๋วถูกกว่ารถทัวร์แล้วตอนนี้ 🤣) แบบสไตล์ Backpacker

อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลานะคะ
พร้อมกระเป๋าที่จุได้อย่างใจ Stonehauler Duffel Pro

รายละเอียดต่อไปนี้จะสาธยายเกี่ยวกับการเดินทาง รวมถึงค่าบริการต่างๆนะคะ เริ่มจาก สนามบิน 🛬 ไปท่าเรือบางโรง 🚤 มีณลองหาทางที่ได้ราคาดีๆ สรุปมี 2 ทาง คือ Grab ราคาประมาณ 4 ร้อยกว่าบาท และ Taxiในสนามบิน 500 บาท (สำหรับ 2 คน) มีณเลือก Taxi ค่ะ

Taxi จากสนามบิน
ราคาสำหรับ 2 คน

ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็ถึงค่ะ พอเข้ามาถึงท่าเรือ จะมีค่าธรรมเนียมเข้าด้วยนะคะ 10 บาท (ต่อคัน)

ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยว

รถมาจอดให้ถึงท่าเรือเลยค่ะ ตรงนี้สำคัญนะ เราต้องไปซื้อตั๋วที่ เกาะยาวน้อย นะคะ ไม่ใช่เกาะยาวใหญ่ คนละราคา และคนละทางกันเลย

ตารางเรือ

เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ให้กรอกเอกสาร และจ่ายค่าเรือค่ะ ถ้าเป็นเรือ Speed Boat ราคาคนละ 200 บาท แต่ถ้าเป็นเรือไม้ Long ราคาคนละ 100-150 โดยประมาณค่ะ

ตั๋วเรือ

ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ พอขึ้นฝั่งก็จะมีรถสีขาว (คล้ายๆรถสองแถวในกรุงเทพฯ) บอกเส้นทางที่จะไปก็จะถึงที่หมายค่ะ

รถแท็กซี่ของเกาะยาวน้อย

มีณมาพักที่ Yoga Island Resort ซึ่งอยู่ทางเหนือของเกาะยาวน้อยแถวริมหาดและชายทะเล

สถานที่นี้ แน่นอนว่ามีห้องเรียนโยคะด้วยกับครูDavid ซึ่งมีณได้ร่วมกิจกรรมด้วยตอนเช้าจะเป็นแถวหน้าหาด บรรยากาศดีมาก แถมมีจักรยานให้ปั่นออกกำลังกาย หรือเพื่อชมวิวรอบๆ สวยงามมากค่ะ

ซึ่งที่พักที่นี่สะดวกต่อการเดินทางไปปีนหน้าผานะคะ เพราะอยู่ใกล้ และเรามีคนรู้จักนำทางและพาไปปีนได้อีกด้วย

การไปปีนหน้าผาที่เกาะยาวน้อย ต้องเดินทางโดยเรือค่ะ จะต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งขอแนะนำว่ายิ่งไปเยอะจะยิ่งประหยัดค่ะ 😂 แต่มีณขอรับประกันว่าปีนที่นี่สวยมากค่ะ ไม่ใช่แค่วิว แต่เส้นทางปีนของแต่ละโซนก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เหมือนยิ่งปีนยิ่งสนุก ยิ่งอยากปีนอีก ซึ่งทริปนี้ มีณปีนได้ไม่เยอะค่ะ ไปได้แค่ไม่กี่วอลเอง แน่นอนว่ามีณวางแผนมาครั้งหน้าอีกแน่นอน!

แต่ถ้าไม่อยากนั่งเรือไปปีน มีณเห็นที่พักแถวนั้นด้วยนะคะ (เดินประมาณ 10-15 นาที) แต่ราคาจะแพงนิดหน่อย แถมจะไม่ติดในเมือง เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความสงบ ความเป็นส่วนตัวค่ะ Paradise Koh Yao Resort พาราไดซ์ เกาะยาว รีสอร์ท และ TreeHouse Villas Koh Yao Noi Luxury Resort

ปิดท้ายรูปสวยๆ และวีดีโอจากการปีนค่ะ เผื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรือแนะแนวกับการมาปีนหน้าผาที่เกาะยาวน้อยค่ะ 😊


YOUTUBE : ปีนผา กับวันชิลๆ ที่เกาะยาวน้อย

ขอขอบคุณผู้สนับสนุนหลัก BLACK DIAMOND THAILAND , MAD ROCK THAILAND , STERLING ROPE THAILAND , KLEAN KANTEEN THAILAND ผู้ซึ่งผลิตอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ สร้างความปลอดภัยในการปีนหน้าผา และขอบคุณทุกคนๆ ที่คอยติดตามมีณนะคะ 🙏🏻

สำหรับมือใหม่ มีนักปีนที่อาศัยอยู่ที่เกาะยาวน้อยค่ะ สามารถติดต่อกับคนนี้ได้เลยค่ะ

Nokkho Nok
Instagram: nokkhonok

The North Wall

ณ ปัจจุบัน กีฬาปีนหน้าผาในไทยเริ่มได้แพร่หลาย ทั้งตามโรงยิมหน้าผาจำลอง รวมถึงหน้าผาจริง ซึ่งมีอีกหลายที่มากที่มีณไม่เคยสัมผัส หนึ่งในนั้นคือ หน้าผา The North Wall นี่เอง

The North Wall อยู่ที่ อำเภออ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ไม่ต้องนั่งเรือให้ยุ่งยาก แค่จ้างรถมาส่งที่หน้าผาได้เลย!

ก่อนเข้าซอยอ่าวนาง 11 จะเจอปั้มบางจาก และร้านกาแฟ Inthanin อยู่ริมถนน แนะนำว่าห้องน้ำปั้มนี้สะอาดมากค่ะ มีณมาใช้บริการทั้งก่อนปีนและหลังปีน 😆

ทางเข้าซอยประมาณ 900 เมตร ต่อด้วยเดินเท้าไปที่หน้าผา ประมาณไม่เกิน 100 เมตร แล้วเราจะเจอหน้าผาเลยค่ะ

ทางเข้าหน้าซอย
สุดทาง จะเป็นทางเดินเท้า
เดินตามทาง
The North Wall – โซน Mythical Beasts

ถ้าช่วงฝนตก มีณแนะนำว่าปีนได้ค่ะ ไปทางโซน Jurassic X-Mas เหมือนมีหลังคาคลุมไว้เลย ไม่เจอแดดค่ะ ร่มทั้งวัน

เกรดปีนมีตั้งแต่ เลข 6 ยันเลข 7 เกือบ 8 มีณขอบอกไว้เลยค่ะ เกรดแข็งมาก ปีนเองเหนื่อยสุดๆ ความยาวอย่างน้อย 30 เมตร ก็มี 😂

แต่ละโซนจะมี topo แบบวาดมือ ไว้ให้ค่ะ

เนื่องจากเป็นสถานที่ส่วนบุคคล ต้องรบกวนนักปีนทุกท่านที่มาใช้บริการช่วยเคารพ และรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยนะคะ

ซึ่งมีณได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนต่างชาติ ที่แนะนำเส้นทางการปีน รวมถึงโปรเจคต่างๆ คาดว่า เร็วๆนี้ ก็จะมีสถานที่ปีนหน้าผาเพิ่มอีกในกระบี่นี้ค่ะ

แก๊งนักปีน จากซ้าย มีณ, Daling, พี่เพชร, พี่นกโก๊ะ และ David
King Kong 7b/+
พี่เพชร ลอง Hulk 7c (Photo by Tej)
ภาพถ่ายจากข้างบน (Photo by Tej)

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ ดูน่าปีนใช่ไหมละ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ค่ะ แล้วมีณจะพยายามแนะนำสถานที่ปีนใหม่ๆ มาฝากกัน

ขอบคุณอุปกรณ์ปีนหน้าผาดีๆ จาก Black Diamond Thailand, Mad Rock Thailand, Sterling Rope Thailand และ Klean Kanteen Thailand

ขอให้สนุกกับการปีนทุกท่านค่ะ

REVIEW: Mission LT Approach Shoe

ถ้าคุณมองหารองเท้าสำหรับเดินป่า หรือกิจกรรมกลางแจ้ง มีณขอแนะนำรองเท้าคู่นี้เลย! Mission LT Approach Shoe ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของแบรนด์ Black Diamond จากประเทศสหรัฐอเมริกา ออกแบบมาเพื่อกิจกรรม Outdoors อย่างพวกเราโดยเฉพาะ

Mission LT Approach

จุดเริ่มต้น ว่าทำไมมีณคิดว่าการเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่เราทำนั้นสำคัญ เพราะมีณเชื่อว่า เท้า คือส่วนหนึ่งของร่างกายที่เราใช้เป็นประจำทุกวัน ยิ่งมีณเป็นนักกีฬาด้วยแล้ว หากเท้าของตัวเองเกิดการบาดเจ็บขึ้นมา ทำให้การเล่นกีฬารวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองหยุดชะงัก จะส่งผลให้มีณไม่สามารถทำกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง แต่การที่ตัวเองสามารถหาทางแก้ไข หรือเตรียมความพร้อม เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉินที่เราไม่คาดคิด ทำให้เราสามารถใช้งานเท้าได้อย่างมั่นคงและยาวนาน

เพราะการใช้ชีวิตประจำวันทุกวันนี้ มีณใช้อย่างสมบุกสมบันมาก และมีณต้องใส่รองเท้าหลากหลายรูปแบบมากเช่นกัน อาทิ  รองเท้าไปทำงาน รองเท้าสำหรับออกกำลังกาย (ปีนหน้าผา) รองเท้าสบาย ๆสำหรับอยู่บ้าน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน

ดังนั้น มีณคิดว่าการเลือกรองเท้าให้ถูกหลักการใช้งานของแต่ละประเภทเป็นสิ่งสำคัญ เพราะรองเท้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเท้าของเราให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม แก่การใช้งานของแต่ละประเภท ซึ่งในที่นี่ มีณจะแนะนำรองเท้าสำหรับเดินขึ้นป่าเขา Mission LT Approach Shoe

เส้นทางการเดิน

รองเท้าของ Mission LT เป็นผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุดของ Black Diamond ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานการเดินป่าเขา ซึ่งเมื่อมองจากภายนอกของรองเท้ามีลักษณะปลอกหุ้มตั้งแต่หัวเท้ายันส้นเท้า โดยมีพื้นยางที่มีส่วนคล้ายกับรองเท้าปีนหน้าผา แต่มีลักษณะหนา ทำให้ปกป้องเท้าของเรา รวมถึงป้องกันสิ่งแปลกปลอม เช่น หนามแหลมคมจากกิ่งไม้ ซึ่งจะทะลุเข้าในรองเท้าของเราได้

มุมมองจากด้านข้างของรองเท้า Mission LT

ยางของรองเท้าด้านหน้าจะติดกันระหว่างพื้นรองเท้าและส่วนหัวของรองเท้า ซึ่งเป็นส่วนที่ดีมาก เพราะมีณเคยใช้รองเท้ามาหลายรุ่น ปัญหาหลักที่มีณเจอคือ พื้นรองเท้ากับส่วนหัวของรองเท้าชอบหลุดออกจากกัน เคยเป็นกันไหมคะ? แล้วต้องแก้ปัญหาโดยการซื้อกาวตราช้างมาป้ายแปะๆ (หาซื้อยากด้วย เมื่ออยู่ข้างนอก) เพื่อให้แผ่นทั้งสองกลับมาชิดกันดังเดิม (ต้องเว้นช่วง 2-3 นาที เพื่อให้กาวแห้งอีก) มาเจอรองเท้าที่มีณแนะนำ ปัญหาข้อนี้หายห่วงได้เลย เกิดขึ้นยากแน่นอน

พื้นรองเท้าของ Mission LT

มาดูพื้นรองเท้ากัน เนื่องจากวัสดุที่ทำมีส่วนคล้ายกับรองเท้าปีนหน้าผา แน่นอนว่าพื้นยางจะต้องหนึบแน่นอน และลายพื้นรองเท้าจะป้องกันการลื่นอย่างดีด้วย

มุมมองจากด้านหลังของรองเท้า Mission LT

ด้านหลังของส้นเท้า มีสายสลิงนี้ไว้สำหรับดึง เพื่อให้ส้นเท้าของเราเข้าไปในรองเท้าได้ง่ายยิ่งขึ้น แถวมีตราสวยงามจาก Black Diamond ประดับไว้ข้างหลังอีกด้วย

การเลือกขนาดของรองเท้าเราควรเลือกที่มีลักษณะใหญ่กว่ารองเท้าปกติ ประมาณ 0.5-1 เบอร์ เพราะว่ารองเท้าออกแบบมาเพื่อใช้ลักษณะการเดิน หรือใช้กิจกรรมทั้งวัน ฉะนั้นควรเลือกให้มีลักษณะใหญ่กว่าเท้าของตัวเองเล็กน้อย ซึ่งดูจากภายนอกแล้วมีณคิดว่าจะใส่ไม่ได้เพราะแคบ แต่เมื่อมีณลองใส่เข้าไปกลับกลายเป็นว่ากว้างพอสมควร เหมาะสำหรับคนที่มีหน้าเท้ากว้าง ยิ่งมีเชือกผูกรองเท้า ทำให้เราสามารถปรับขนาดได้เองอีกด้วย ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าจะแน่นหรือหลวมเกินไป

เส้นทางการเดิน

ความรู้สึกของการสวมใส่ อาจจะไม่ได้นิ่ม หรือแข็งมากจนเกินไป มีณสามารถใส่รองเท้าคู่นี้ไปไหนมาไหนได้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะตอนที่มีณเดินลุยเข้าไปในป่า มีณสะดุดก้อนหิน (เรียกว่า เตะก้อนหินก็ได้) หรือลื่นจะล้ม หัวจะคว่ำ พื้นยางของรองเท้ามีส่วนช่วยในการทรงตัวได้ชั่วขณะ ถือว่ายางหนึบมากเลย มีณพอใจในส่วนนี้มาก แถมมีรูระบายอากาศบนรองเท้าอีกด้วย ทำให้มีณไม่รู้สึกถึงเหงื่อออกภายในรองเท้านะ แล้วเนื้อผ้าดูทนทาน สังเกตุได้จากที่มีณเอาไปใช้งานที่จังหวัดขอนแก่น และกาญจนบุรี อย่างสมบุกสมบัน

การทรงตัวบนหิน

แถมมีณนำไปลองปีนหน้าผา outdoors ด้วย (แต่เกรดง่าย ๆ) เพราะวัสดุพื้นรองเท้ามีส่วนคล้ายกับรองเท้าปีนหน้าผา ยิ่งทำให้มีณมั่นใจในการใช้งานมากยิ่งขึ้น ไม่คิดว่าพื้นรองเท้าจะเกาะหนึบ แม้กระทั่งบนหินก้อนเล็ก ๆ ได้ดีขนาดนี้

ทดลองปีนกับ Mission LT

ซึ่งรองเท้ารุ่นนี้ออกแบบมาสีเดียวของผู้หญิง ตอนแรกที่มีณแกะกล่องมา สีสวยมาก ออกแนวสีม่วงอ่อน ๆ ผสมกับเลือดหมู (Anthracite/Wisteria) พื้นยางสีดำ โดยรวมจัดว่าสวยงามสำหรับกิจกรรมข้างนอกเลยค่ะ ส่วนของผู้ชายจะเป็นสีน้ำเงินและเชือกรองเท้าสีเหลือง ก็สวยงามไม่แพ้กัน

Mission LT Approach Shoes

โดยภาพรวมทั้งหมดตอบโจทย์สำหรับมีณในการใช้งาน รวมถึงการสวมใส่ที่กระชับและสะดวกสบาย ไม่อึดอัดระหว่างเดินหรือขึ้นเขา แถมทนทานอีกต่างหากค่ะ 

การใช้รองเท้าให้เหมาะกับประเภทที่ใช้งาน นอกจากจะถนอมเท้าของเราแล้ว ยังถนอมตัวผลิตภัณฑ์รองเท้าเองให้ใช้ได้นานมากขึ้นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น มีณเล่นกีฬาปีนหน้าผา มีณย่อมต้องมีรองเท้าเฉพาะสำหรับกีฬาปีนหน้าผาเท่านั้น แต่หากมีณใส่รองเท้าสำหรับออกกำลังกายมาปีนหน้าผา แน่นอนว่า นอกจากจะทำให้มีณเจ็บเท้าตัวเองหนักกว่าเดิมแล้ว รองเท้าสำหรับออกกำลังกายคู่นั้นทำให้พังเร็วง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วย เพราะวัสดุที่สร้างมานั้นรองรับสำหรับออกกำลังกายโดยพื้นปกติ ไม่ใช่พื้นสำหรับส่วนของกีฬาปีนหน้าผา

ชอบมากค่ะ เหมาะกับกิจกรรม Outdoors

จากข้อความที่มีณเขียนมาทั้งหมด มีณหวังเป็นอย่างยิ่งให้ทุกคนเล็งเห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่ใกล้ตัวของเรา ถึงแม้ราคาจะแพง แต่ของดีมีคุณภาพจะทำให้การใช้งานทุกอย่างง่ายขึ้น และสุขภาพแข็งแรงอีกด้วยนะ สามารถสอบถามและสั่งซื้อรองเท้าได้ที่ www.blackdiamondthailand.com หรือติดต่อส่วนตัวได้เลยนะคะ

Central Thailand Climbing Festival 2018

Climb Central Festival 2018
24 – 25 November 2018

CENTRAL THAILAND CLIMBING FESTIVAL is a two days festival consisting of a 12 hours endurance sport climbing competition, night time activities, games, prizes, delicious food and good friends. Proceeds from ticket sales and money raised from the festival will go toward the ‘RE-BOLT KHAO YOI CAMPAIGN”. This event is officially hosted by Nam Pha Pa Yai Camp and TMSC. Our goal is not only to raise funds for the re-bolting effort, but also to strengthen the climbing community and spread awareness about climbing development. 

งานเทศกาลครั้งนี้จัดขึ้นในสองวันประกอบด้วยการแข่งขันปีนหน้าผา 12 ชั่วโมง และ กิจกรรมอื่นๆ รวมทั้ง กิจกรรมสังสรรค์ และ การแจกของรางวัล รายได้จากการขายตั๋วจากงานเทศกาลจะถูกนำเข้าสู่โครงการ “RE-BOLT เขาย้อย” เป้าหมายของการจัดงานครั้งนี้เป็นการระดมทุนสำหรับการดูแลรักษา bolt ของเขาย้อย, ส่งเสริมชุมชนนักปีนผา, และกระจายความรู้ในด้านการพัฒนาหน้าผาในประเทศไทย

My score sheet. 

I’m happy to have been a part of the Central Thailand Climbing Festival 2018 , hosted by the Thailand Mountain Sports Club at Nam Pha Pa Yai Climbers’ Camp .

Morning – Briefing 

It was a great weekend of fun, games and lots of great routes! A big shoutout to the team One Cool Thing Every Weekend Tao Techakanon Pleum Chenaphun for organizing the event, and of course to Black Diamond Thailand Sterling Rope Thailand Klean Kanteen Thailand for sponsoring the event and providing great prizes!

เป็นกิจกรรมปีนผาหน้าจริงข้างนอกที่สนุกมาก มีทั้งเกมส์ จับฉลาก เส้นทางการปีนที่หลากหลาย และได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ที่ชื่นชอบกีฬานี้เช่นกัน

Night activity Photo by Pi Champ Pidarangsi

ต้องขอขอบคุณพี่ๆทีมงาน Thailand Mountain Sport Club ที่จัดงานนี้ขึ้นมา ประกอบไปด้วย One Cool Thing Every Weekend (สานุก) Tao Techakanon (พี่เต๋า) Pleum Chenaphun (พี่ปลื้ม) และพี่ๆคนอื่นๆที่อยู่เบื้องหลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการระดมทุนสำหรับการดูแลรักษา bolt ของเขาย้อย, ส่งเสริมชุมชนนักปีนผา, และกระจายความรู้ในด้านการพัฒนาหน้าผาในประเทศไทย

Photo by Byrd Tanghongs


#liveclimbrepeat
Mad Rock Thailand #definedbypassion #sportclimbing
#rock #rockclimber #rockclimbing #rockclimbingwomen