Climbing in Leodinio, Greece: What You Need to Know (Thai Language) ฉบับท่องเที่ยวแบบคนไทย

UPDATE APRIL 2025

อยากจะนำเสนอการปีนหน้าผาที่ประเทซกรีซมาก ภาษาที่เขียนจะมีคำทับศัพท์ปะปนกันไปนะคะ มีณเคยไปเมื่อปี 2019 (2562) ช่วงเดือนธันวาคม แน่นอนว่าอากาศหนาวสุดๆ (แต่ไม่เจอหิมะ) อุณหภูมิประมาณ 5-13 องศา ต้องปีนท่ามกลางแสงแดดเท่านั้นถึงจะรอด และครั้งนี้ได้ไปอีกครั้งล่าสุด เมื่อเมษายน 2025 (2568) ที่ผ่านมา อากาศจะอุ่นกว่าเล็กน้อย แต่สำหรับคนไทยยังถือว่าอากาศเย็น และมีลมแรง อุณหภูมิประมาณ 12-18 องศา ต้องอยู่สักพักร่างกายจึงจะชินกับอากาศ

เส้นทางการปีนหน้าผาที่เมือง Leonidio นั้น มีเยอะแยะมากมาย (มีณยังไปไม่หมดเลย) แล้วหินเป็นแบบแกรนิต และส่วนใหญ่เป็นแบบ Tufa เน้น Knee bar แต่ก็มีส่วนแบบ crimp ธรรมดาๆ เช่นกัน ฉะนั้นจึงหลากหลาย ไปปีนรับรองไม่มีเบื่อ แถมสนุกไปด้วย

มีณอยากให้ทุกคนลองไปสัมผัสกับอีกบรรยากาศการปีนหน้าผาในยุโรป สวยและท้าทายมากๆ บล็อคนี้จึงแนะนำวิธีการตั้งแต่เริ่มต้นก่อนออกเดินทาง จนไปถึง ที่ประเทศกรีซเลย

วีซ่าเชงเก้น สามารถเข้าประเทศกรีซได้นะคะ แต่ถ้าอยากไปทำวีซ่ากรีซโดยตรงต้องไปทำวีซ่าที่สถานทูตกรีซเท่านั้น (VBS ไม่ได้) สามารถทำได้ด้วยตัวเอง หรือ จ้างทัวร์ได้ แต่เจ้าตัวต้องไปแสดงตัวตนที่สถานทูตกรีซด้วยตัวเอง มีณได้ลองทำบล็อคสำหรับ การทำวีซ่าด้วยตัวเอง ไว้ ลองเข้าไปอ่านได้ค่ะ วีซ่ากรีซคือวีซ่าเชงเก้นเหมือนกันค่ะ

แนะนำให้บินไปลงเมือง เอเธนส์ ประเทศกรีซค่ะ มีหลายสารบินที่ให้บริการ ราคาถ้าประมาณ 30,000 บาทคือราคาดีเลย (มีณไปเดือนเมษายน ราคาประมาณนี้เช่นกัน) หลังจากนั้นใช้บริการรถเช่า สามารถจองได้ล่วงหน้าหรือจองที่สนามบินกรีซได้เหมือนกัน ส่วนตัวมีณใช้ของ AVANCE Car Rental ซึ่งเป็นแบรนด์ของกรีซโดยเฉพาะ และน่าเชื่อถือ ราคาไม่ได้แพงเท่า AVIS โดยรวมคือดีมากค่ะ (รถที่เช่าต้องไม่ใช่รถใหญ่ จะสะดวกตอนขับขึ้นเขาไปปีนหน้าผา)

Car Rental Company in Airport

จากสนามบินเอเธนส์ ไปเมือง Leodinio ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 30 นาที (โดยใช้ Google map ชี้ไปที่พักที่จองที่นั่น) แบบขับสบายๆตลอดทาง เพราะต้องขึ้นทางด่วน และต้องจ่ายค่าทางด่วน 4 ครั้ง สามารถจ่ายได้ทั้งเงินสด, บัตรเครดิต และบัตร Travel Card

เมือง Leodinio เป็นเมืองที่อยู่ติดแถบทะเล ซึ่งทางในการขับรถ จะขับแนบชายฝั่งทะเลและขึ้นลงภูเขาไปเรื่อยๆ โค้งไปมาบ้าง มีปั้มพักระหว่างทาง ถนนก็ดี ปลอดภัยมากค่ะ

Pitstop before arrived Leodinio

ถ้าไม่อยากเช่ารถ มีอีกวิธีคือนั่งรถบัสจากสนามบินเอเธนส์ ไป Kifissos ก่อน จากนั้นนั่งรถบัสจาก Kifissos ไปเมือง Leodinio จะถึงที่หมาย ซึ่งรถบัสจะมี 2 เที่ยวต่อวันค่ะ

แต่แนะนำเช่ารถดีกว่า เพราะการไปหน้าผาแต่ละที่ต้องใช้รถค่ะ

New Place Deep Water Solo in Leodinio

พักในเมือง Leodinio ซึ่งสามารถจองผ่านได้หลายช่องทาง

Booking.com

Airbnb

Leodino Apartment

Camp Semeli เป็นแคมป์ราคาจะถูกหน่อย สไตล์ Backpaker

แนะนำให้ซื้อ Guidebook ที่นั่นค่ะ ชื่อร้านว่า Panjika ร้านอยู่ในตัวเมืองเลย (ขับรถลำบากหน่อยเพราะถนนไม่เท่ากัน แต่จอดรถข้างล่างได้ ก่อนขึ้นเนินไปในตลาด) ในหนังสือมีการอธิบายอย่างละเอียด ไปปีนหน้าผายังไง ขับผ่านตรงไหน จอดรถที่ไหน พร้อม GPS บอกทาง ซึ่งสะดวกสุดๆ

ถ้าอยากดูออนไลน์ (ฟรี) มีใน thecrag.com ค่ะ

อุปกรณ์ที่ควรมีคือ เชือก 70-80 เมตร (เพราะเส้นทางการปีนส่วนใหญ่ประมาณ 30 เมตรขึ้นไป หรือมากกว่า) Quickdraws อย่างน้อย 20 กำลังดี อย่าลืมปีนหน้าผา ฮาเนสและถุงชอล์กสำคัญมากๆ แต่ถ้าลืมเอามา ในเมือง Leodinio ก็มีร้านอุปกรณ์ขายค่า ราคาก็จะแพงหน่อยๆ

Rainbow Warrior 8b+ , Nifada

โซนที่นักปีนหน้าผานิยมไปปีนกัน มีหลายที่มากค่ะ เช่น Elona, Hada, Twin Caves, Mars, Theó’s Cave, SàbatonCemetery Gates, Nifada, Limeri และ La Maison des Chevres และมีเส้นทางง่ายๆไม่ยากคือ Hot Rock และ Douvari. และยังมีอีกหลายโซนที่ไม่ได้กล่าว น่าไปหมดค่ะ

Monotheistic 7a, Blasphemia

นอกเหนือจากเมือง Leodinio แล้ว ยังมีหน้าผาอีกหลายที่ๆอยู่รอบๆเมืองเช่นกันค่ะ เช่น Kyparissi ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมง เดินขึ้นหน้าผาอีก 1 ชั่วโมง แต่มีณยังไม่เคยไปเลยบอกอะไรไม่ได้มาก แหะๆ (ทางนี้ได้ยินเพื่อนๆพูดกันค่ะ)

ทริปนี้ทั้งหมดมีณใช้จ่ายไปประมาณ 5 หมื่นๆนิดๆ จำนวน 10 วัน ประมาณกันได้ว่า: ค่าตั๋วคนละ 30,000: ค่าอาหาร ขนม น้ำมัน หารสองคนตกคนละประมาณ 5 พัน: ค่าที่พักหารกัน 4-5 คน ตกคนละ 4-5 พัน

ราคาอาจจะแอบแรง แต่ถ้ามาเพื่อปีนอย่างเดียว กิน และนอน เราจะใช้จ่ายไม่แพงเท่าที่คิด (มัวแต่ปีน) ค่าครองชีพที่นี่จะสูงเหมือนยุโรปทั่วๆไปค่ะ แต่ก็ไม่ได้แพงเวอร์วังเกินไป คือ พอรับได้

ถ้ามากันเยอะๆ อาจจะถูกกว่านี้ มีณคิดว่ารอบนี้ถือว่ามาพักผ่อน คุ้มค่า และดีใจที่ได้กลับมาอีกครั้งค่ะ (เป็นเมืองที่เงียบสงบ ไม่วุ่นวายดี)

อีกหนึ่งทางเลือกของสายนักปีนหน้าผาจริง หรือ Outdoor เน้นไปทาง Sport Climbing ค่ะ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการจะไปนะคะ สามารถติดต่อสอบถามโดยตรงได้เหมือนกัน ขอบคุณที่ติดตามกันค่ะ

วีซ่ากรีซ แบบท่องเที่ยว (ยื่นด้วยตัวเอง) UPDATE 2025

เพิ่งจะยื่นและรับวีซ่ามาสดๆร้อนๆ เลยค่ะ อันที่จริงเคยยื่นวีซ่าด้วยตัวเองมาก่อนในปี 2019 (ก่อนโควิด) แล้วไปเที่ยว (เพื่อปีนหน้าผา) อย่างสนุกสนาน มาครั้งนี้จึงสนใจอยากจะไปเที่ยว (ปีนหน้าผาต่อ) อีกรอบ เลยอยากแชร์ประสบการณ์ วิธี และขั้นตอนยื่นวีซ่าด้วยตัวเองของปี 2025 นี้ ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

เผื่อท่านใดสนใจจะไปเที่ยว ซึ่งการขอวีซ่าเหมือนจะยาก แต่ถ้าเราทำตามขั้นตอนที่ทางสถานทูตระบุไว้ คือ ไม่มีปัญหาเลย แถมผ่านฉลุยค่ะ

นัดหมายวีซ่า

ปัจจุบันนี้ก่อนที่จะทำการยื่นวีซ่า จะต้องทำการนัดหมายล่วงหน้า ผ่านทางเว็บไซค์ของสถานทูตกรีซก่อนเท่านั้น (ไม่มีแบบ Walk in) และยื่นวีซ่าได้ที่ แผนกวีซ่า สถานทูตเอกอัครทูตกรีซประจำประเทศไทยที่เดียว (ไม่มี VFS)

Book an appointment for visa application

คำแนะนำ

  • ยืนยันการนัดหมายก่อนเดินทางอย่างน้อย 6 เดือน (เพราะเต็มเร็วมากค่ะ)
  • เปิดรับยื่นนัดหมายได้เฉพาะวันจันทร์ อังคาร และพุธ เวลา 10:00-12:00
  • เมื่อยืนยันการนัดหมายแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวันที่ได้ มีแต่ต้องยกเลิกและนัดหมายใหม่เท่านั้น

ตัวอย่างจากเจ้าของเพจ: จองตั๋วเดินทางเดือนเมษายน 2568 จึงได้ทำการเข้าเว็บไซค์เพื่อยื่นเรื่องนัดหมายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 แต่เจ้าของเพจได้วันว่างคือเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เพราะฉะนั้นเผื่อเวลาไว้ดีๆนะคะ

เตรียมเอกสาร

ถ้าคุณมีงานประจำ และการงานไม่น้อยกว่า 2-3 ปี ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลยค่ะ เพราะทางสถานทูตแค่อยากจะทราบว่าคุณเดินทางไปเที่ยวและกลับไทยจริงๆ เท่านั้น ฉะนั้นเอกสารจึงไม่ได้ยุ่งยาก ขอแค่จัดทำเอกสารตามที่สถานทูตต้องการ

  1. แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่า
  2. รูปถ่ายสี หน้าตรง จำนวน 1 ใบ ขนาดเหมาะสม ติดในใบสมัคร (2 นิ้ว)
  3. หนังสือเดินทาง (Passport) พร้อมสำเนา ถ้ามีวีซ่ากรีซในเล่มเก่าให้นำเล่มเก่ามาด้วย พร้อมสำเนา
  4. หลักฐานการทำงานฉบับจริง เช่น จดหมายรับรองการทำงาน (มีอายุ 30วัน)
  5. หลักฐานการเงินย้อนหลัง 6 เดือน แนะนำให้ไปขอธนาคารโดยตรงพร้อมแสตมป์ (มีอายุ 15 วัน)
  6. สำเนาการจองตั๋วเครื่องบินไปและกลับ
  7. สำเนาการจองที่พัก
  8. สำเนาประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ โดยมีวงเงินประมาณ 3 ล้านบาท
  9. แผนการท่องเที่ยวทั้งทริป: เจ้าของเพจไปปีนหน้าผา ได้แนบหน้า Facebook , Instagram ไปด้วย เพื่อยืนยันว่าเราเป็นนักปีนหน้าผาแบบมืออาชีพ

เอกสารประกอบการขอวีซ่า

สถานทูตเอกอัครทูตกรีซประจำประเทศไทย

เมื่อเตรียมเอกสารพร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือรอคอยถึงวันนัดหมายที่จองนัดไว้ออนไลน์ แต่งกายสุภาพเรียบร้อย พร้อมถือเอกสารไปสถานทูตเอกอัครทูตกรีซประจำประเทศไทยกัน

  • ที่อยู่ติดต่อ : เลขที่ 100/41, ชั้น 23 อาคารสาธรนคร ทาวเวอร์, 100 ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี)
  • เวลาเปิดทำการ : จันทร์-ศุกร์ เวลา 10:30-12:30 น.
  • Tel : 02-667-0090 (สอบถามข้อมูลทางโทรศัพท์ 13:30-15:30 น.)
  • Fax: 02-667-0093
  • E-mail : grcon.ban@mfa.gr

การเดินทางโดยรถไฟฟ้า หรือ BTS ลงสถานีช่องนนทรี ทางออก 2

การเดินทางโดยรถยนต์ สามารถจอดรถในตัวอาคารได้ แล้วนำบัตรจอดรถมา Stamp ที่สถานทูตกรีซได้เช่นกัน

สถานทูตจะเปิดทำการแบบตรงเวลามากๆ ถ้าไปถึงก่อนเวลา…ต้องรอค่ะ ก่อนขึ้นไปชั้น 23 จะต้องแลกบัตรที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ แล้วเดินไปที่ลิพท์ เดินออกมาไปทางที่มีกระจก แล้วก็จะเจอตราสัญลักษณ์ของสถานทูต ถ้าพร้อมเข้าข้างในต้องกดกริ่ง แล้วจะมีเจ้าหน้าที่เปิดประตูให้ค่ะ

ยื่นเอกสาร

เมื่อเข้าไปข้างใน เจ้าหน้าที่จะให้เราเตรียมเอกสารแล้วจัดเรียงลำดับที่กำหนดไว้ให้ (ตามภาพด้านล่าง) ค่ะ จากนั้นจึงยื่นให้เจ้าหน้าที่ผ่านช่องรับ

เจ้าหน้าที่จะถามชื่อคนจองและเวลาด้วยนะคะ ทางเจ้าของเพจจองไว้ 2 คน เลยยื่นเอกสารพร้อมกัน

เมื่อยื่นเอกสารเรียบร้อย รอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และเรียกเข้าไปถ่ายรูป (สำหรับติดวีซ่า) พร้อมจ่ายเงินค่าวีซ่า ซึ่งไม่รับบัตรเครดิตและเงิดสด รับแต่สลิปโอนเงินเท่านั้น (สามารถโอนผ่านมือถือออนไลน์ได้) พร้อมส่งสลิปหลักฐานโอนเงินได้ทางอีเมล์ของสถานทูต (ทางเจ้าหน้าที่จะบอกตรงนี้เองค่ะ) ซึ่งค่าวีซ่าคนละ 3,200 บาท

รับวีซ่า

เมื่อชำระเงินเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้บัตรรับพาสปอรต์และวีซ่าให้ค่ะ ถ้ามายื่น 2 คน สามารถให้ใครคนใดคนหนึ่งมารับให้กันได้ แต่ถ้าไม่มีใครสะดวกมารับเลย ก็ต้องมีใบมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประชาชนทั้งสองฝ่ายมายื่นค่ะ

เจ้าของเพจยื่นวีซ่า เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 แล้วมารับวีซ่าวันที่ 11 มีนาคม 2568 รวมทั้งหมด 15 วันเป๊ะๆ (ไม่นับวันเสาร์และอาทิตย์)

ได้รับวีซ่า ชื่นใจละคะ พร้อมสำหรับไปปีนหน้าผาจริงแล้ว

เจ้าของเพจหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านสามารถยื่นวีซ่าผ่านไปอย่างด้วยดีนะคะ

สามารถติดตามเรื่องราวเจ้าของเพจต่อไปได้ในช่อง Youtube นะคะ จะลงวีดีโอให้เยอะๆเลย

https://www.youtube.com/@puntarika_mean

การแข่งขันกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 47 ศรีสะเกษเกมส์ (47th Thailand National Games)

กีฬาแห่งชาติครั้งที่ 47 (47th Thailand National Games) จัดขึ้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเจ้าภาพของการแข่งขันรายการนี้ โดยใช้ชื่อว่า “ศรีสะเกษเกมส์” เป็นมหกรรมกีฬาระดับชาติสำหรับประชาชนทั่วไป และเป็นมหกรรมการแข่งขันกีฬาหลากชนิดระหว่างภูมิภาคในประเทศไทยอีกด้วย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-25 มีนาคม 2565

โลโก้ศรีสะเกษเกมส์

กีฬาปีนหน้าผาได้บรรจุครั้งแรกกับการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวของนักกีฬาปีนหน้าผาเข้าสู่ระดับทีมชาติไทย ต้องขอบคุณ สมาคมกีฬาปีนหน้าผาแห่งประเทศไทย ที่ผลักดันและสนับสนุนให้มีกิจกรรมดีๆนี้เกิดขึ้น ซึ่งในการแข่งขันจะประกอบไปด้วย 2 ประเภท คือ Bouldering และ Speed

มีณเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ในฐานะตัวแทนจังหวัด สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีณได้ทำการแข่งขันมาตั้งแต่เด็กๆ สมัยที่มีณยังเล่นกีฬายิมนาสติกให้กับโรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี และครั้งนี้มีณภูมิใจที่มีส่วนร่วมอีกครั้งกับการแข่งขันกีฬาปีนหน้าผาในกีฬาแห่งชาติ ศรีสะเกษเกมส์

มีณได้อันดับ 1 ทั้งประเภท Bouldering และ Speed ในรุ่นประชาชนทั่วไปหญิง และยังได้รับถ้วยรางวัลนักกีฬาหญิงยอดเยี่ยม รวมถึงผู้ฝึกสอนของมีณก็ยังได้รับถ้วยรางวัลผู้ฝึกสอนหญิงยอดเยี่ยมอีกด้วย เป็นประสบการณ์การแข่งขันที่ดีมากๆ อีกรายการหนึ่ง

ขอขอบคุณผู้สนับสนุนทุกๆท่านที่ทำให้มีณได้ก้าวมาถึงจุดนี้ และก้าวต่อไปอีกเรื่อยๆนะคะ

Black Diamond Thailand, Mad Rock Thailand และ Under Armour Thailand

และขอขอบคุณภาพสวยๆจาก โรงเรียนน้ำเกลี้ยงวิทยา และนักข่าวตาม Facebook ต่างๆ

ปีนหน้าผา กาญจนบุรี – Kanchanaburi, Thailand

มาอัพเดทสถานที่ปีนหน้าผาที่ใหม่ในประเทศไทย และครั้งนี้มีณได้ไปเยือนที่ จังหวัดกาญจนบุรี ขอบอกเลยว่า “ตื่นเต้นมาก” ตั้งแต่จำความได้ มีณได้ไปเยือนแค่ครั้งเดียวเอง ไม่ใช่ไปปีนหน้าผา แต่ไปทัศนศึกษาของโรงเรียน 😂

จากกรุงเทพมหานครจนถึงกาญจนบุรี ใช้เวลาประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง โดยรถยนต์นะคะ ส่วนรถไฟมีสถานีที่อยู่ใกล้ๆ ทั้งที่ปีนและแหล่งชุมชน มีชื่อสถานีว่า วังโพ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง 8 นาที

แต่ถ้าขับรถไป สะดวกมากกว่าค่ะ

มีณกล่าว

มีหลายคนได้นึกสงสัยบ้างไหมคะ? ว่าใครกันที่เป็นผู้ริเริ่ม แล้วพวกเค้าทำไปทำไมกันนะ? เพราะจากประสบการณ์ที่มีณปีนหน้าผามา จะ Indoor หรือ Outdoor ล้วนต้องผ่านกระบวนการหลากหลายอย่างมาก ซึ่งมันไม่ง่ายอย่างที่พวกเราเห็นผลลัพธ์ล่าสุดหรอกค่ะ มีณจึงได้มีโอกาสสอบถามพี่ๆที่แนะนำให้มาปีนที่นี่นี่แหละ ว่าอะไรคือสาเหตุของการทำโปรเจคครั้งยิ่งใหญ่นี้

พี่วี (ทางซ้าย) และพี่ดล (ทางขวา) ผู้ริเริ่มทำเส้นทางปีนหน้าผา “พุเต่า”

พี่ดล คือหนึ่งในนักปีนหน้าผาที่อยู่วงการนี้มานานเกือบ 20 ปี หลายคนรุ่นเก่าจะจำพี่เค้าได้รวมถึงมีณ แต่คนรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักมากนัก เพราะพี่ดลไม่ใช่สายนักกีฬาเพื่อแข่งขัน แต่พี่ดลเป็นนักปีนหน้าผาเพื่อความสนุกและความชอบส่วนตัวเท่านั้นเอง

สาเหตุที่พี่ดลอยากทำเส้นทางปีนหน้าผาที่เมืองกาญจนบุรีแห่งนี้ เป็นเพราะว่า

ใกล้บ้าน และอยากมีที่ปีนหน้าผาใกล้ๆ

พี่ดล กล่าว

หลังจากนั้นพี่ดลเริ่มสำรวมเส้นทางในเมืองแห่งนี้ หาภูเขาที่เหมาะแก่การปีนหน้าผา และเริ่มติดตั้งอุปกรณ์ จุด Safety ตามบริเวณต่างๆ รวมถึงทำเคลียร์พื้นที่ป่าให้ดูสะอาด ปลอดภัย ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม ปี 2562 ที่ผ่านมา ต้องขอบอกเลยว่า มีพี่ดล พี่วี (น้องชาย) และเพื่อนร่วมงานแค่สามคนเท่านั้นเอง ที่เป็นผู้ที่ริเริ่ม จัดตั้งขึ้น ซึ่งพี่วีเป็นนักปีนหน้าผาเช่นกัน

เราทำเพราะเรารักในสิ่งที่ทำ และเราอยากสร้างสังคมนักปีนหน้าผาให้กว้างขวางมากขึ้น อยากเชิญชวนเหล่านักปีนมาสัมผัสบรรยากาศในเมืองกาญจน์แห่งนี้

พี่ดลและพี่วี กล่าวพร้อมกัน

จากประสบกาณ์ที่ทำโปรเจคนี้ขึ้นมา พี่ดลได้เล่าหนึ่งในช่วงเหตุการณ์ให้ฟังว่า “ตอนที่พี่ขึ้นไปข้างบนประมาณ 20-25 เมตร อยู่ดีๆ มือที่พี่ดลยึดจับไว้กับหินก็หล่นออกมา และแน่นอนตัวพี่ก็หล่นมาด้วย แต่ไม่ถึงพื้นหรอกนะ เพราะพี่ทำ Safety ไว้หลายชั้น ถึงแม้จะตกใจไปบ้าง แต่ก็ยังทำต่อไป” เนื่องจากการสำรวจย่อมมีโอกาสที่ได้พบหินหลากหลาย ทั้งเปราะบาง และแข็งแรง ในบางครั้งตอนเดินเข้าไปในป่า พวกพี่ดลก็ต้องเจอสิ่งแปลกประหลาด หรือสัตว์แปลกๆก็มี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อพี่เค้าทำในสิ่งที่ชอบ ไม่มีอะไรไปขัดขวางหรือเปลี่ยนแปลงความคิดของเค้าได้

หากมีคนถามว่าพี่มีเวลาว่างมากหรอคะ? เพราะสิ่งที่ทำไม่ใช่จะเสร็จภายใน 2-3 เดือน แถมไม่มีรายได้อะไรเพิ่มด้วย มีแต่จ่ายและจ่าย

แล้วคุณเชื่อไหม? คำตอบของพี่ดลก็คือ

พี่ไม่มีเวลาหรอก แต่พี่อยากทำ

พี่ดล กล่าว

ปัจจุบันพี่ดลทำงานเป็นช่างปั้นประติมากร และพี่วีทำงานด้านทาสี ตกแต่ง (Painter) ซึ่งเป็นงานประจำ และมีสตูดิโออยู่ใกล้ๆที่นี่ บางวันพี่เขาเล่าว่า “เลิกงานเสร็จ สิ่งแรกที่พี่ดลและพี่วีทำต่อ ไม่ใช่ไปกินข้าว แต่ไปที่หน้าผาพุเต่า เพื่อปรับปรุงและพัฒนาเส้นทางปีนหน้าผาต่อไป” จนเสร็จมืดค่ำก็มี

มีณนับถือน้ำใจของพวกพี่อย่างมาก ที่ทั้งทุ่มเทแรงกาย แรงใจในการสรรสร้างสิ่งใหม่ๆ จากที่ไม่เคยมีอะไร กลับเป็นสถานที่ปีนหน้าผาขึ้นมาได้ และมีณเชื่อว่าในอนาคตเมื่อแหล่งปีนหน้าผาได้รับการพัฒนา มีเหล่านักปีนหน้าผาจากทั่วมุมโลกอยากมาลองและสัมผัส รวมถึงได้สร้างเศรษฐกิจให้กับเหล่าชุมชน และเพื่อนบ้านให้มีรายได้ ดังนั้นจะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มอีกหนึ่งที่ในละแวกนี้ด้วยค่ะ

ในเมื่อพวกเรารู้แหล่งต้นกำเนิดของเส้นทางปีนหน้าผาในเมืองแห่งนี้แล้ว… หลังจากนี้มีณจะแนะนำสถานที่ปีนหน้าผา ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 3 หน้าผา ต่างสถานที่ ซึ่งถ้ามีรถยนต์ส่วนตัวไปเองจะสะดวกมากเลยค่ะ (Update 31 March 2564)

หน้าผา พุเต่า

เป็นหน้าผาแห่งแรกๆ ที่พี่ดลและพี่วีทำเส้นทางไว้ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2562 ลักษณะหินของที่นี่เป็นแบบหินปูน (Lime Stone) มีผสมกับหินแกรนิต (Granite Stone) หน่อยๆ บางส่วนมีคมบ้าง แต่เส้นทางการปีนที่มีณได้ลองนี่สุดยอดค่ะ มีทั้งง่ายระดับ 5c ไปจนถึง 7c เลยทีเดียว (Phu Tao Location)

พุ (อาการที่ดินหรือภูเขาปูดขึ้นมาจากพื้นดิน) และเต่า (สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ) ที่มาของชื่อ พุเต่า
พุเต่า (Turtle home) ในช่วงหน้าฝน
แผนที่
จอดรถ

หลังจากขับเข้ามาในถนนดินลูกรังจนถึงภูเขาพุเต่า พวกเราจะจอดรถไว้ข้างทาง โดยไม่จอดในส่วนของพื้นที่เกษตรที่ปลูกไร่กันอยู่นะคะ จากนั้นเราจะเห็นทางเข้า ซึ่งพี่ดลและพี่วีได้ทำทางไว้ให้ก่อนหน้านี้แล้ว พวกเราต้องเดินด้วยเท้าขึ้นไป แต่เดินไม่ไกลนะคะ ประมาณ 50-100 เมตรเอง และทางเดินไม่ชันมาก ถือว่าแบบสบายมากเลย บรรยากาศดี้ดี

พี่นกโชว์เส้นทางก่อนขึ้นเขา

ทุกครั้งที่มาปีนหน้าผาจริงนอกสถานที่เช่นนี้ พวกเราควรเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุต่างๆนาๆ โดยเฉพาะหมวกกันน็อก ของปีนหน้าผา เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องนำติดตัวมาด้วย เพราะเนื่องจากเป็นสถานที่ใหม่ และหินเองบางส่วนยังเคลียร์ไม่หมด อาจจะมีหินเล็กหินน้อยหล่นร่วงมาบ้าง ควรพกมาป้องกันดีที่สุดค่ะ

ทุกคนใส่หมวกกันหมดเลย
Dragon Escape เป็นเส้นทางปีนแบบ Traverse

ซึ่งหน้าผาพุเต่าแห่งนี้ สามารถมาปีนได้ตั้งแต่ 10 โมงเช้ายันเย็นเลย เพราะอยู่ในร่มไม่มีแดด รวมถึงมีลมอ่อนๆ ด้วยนะ

First Ascent: Fury Turtle 7a+

ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีณและพวกพี่เหล่านักปีนหน้าผาบางส่วนได้เข้ามาลองเส้นทางกันเป็นที่เรียบร้อย ขอบอกเลยว่า สนุกมาก ไม่แพ้ที่จังหวัดกระบี่ หรือสระบุรีเลยนะ ยิ่งเมืองกาญจนบุรีเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอยู่แล้ว เช่น น้ำตก ถ้ำ หรือสะพานข้ามแม่น้ำแควที่มีเสียง หลังจากทำกิจกรรมปีนหน้าผา มีณยังสามารถไปท่องเที่ยวสถานที่อื่นได้อีกด้วย (สถานที่ท่องเที่ยวเมืองกาญจนบุรี)

ภาพถ่ายจากโดรน ซึ่งมีณกำลังปีนเส้นทางของ Sai Yok Yai (ไทรโยคใหญ่) 6c+

หน้าผา ปั้ม

หน้าผาแห่งที่สอง ซึ่งทางพี่ดลและพี่วีได้ทำการสำรวจและทำเส้นทางการปีนมีทั้งยากง่ายสลับกันไป ซึ่งลักษณะของหินเป็นแบบหินปูน (Lime Stone) ผสมๆนิดหน่อยค่ะ

เดินขึ้นเขาประมาณ 10-15 นาทีก็จะถึงหน้าผาคะ ชันไม่มาก แต่สำหรับนักปีนอย่างพวกเรา ของแค่นี้สบายแบบหมูๆ แน่นอน! Pump Crag Location

TOPO PUMP

หน้าผา HUG HILL

เนื่องจากเป็นหน้าผาที่อยู่ใกล้ร้านกาแฟที่มีชื่อว่า Hug Hill จึงได้ตั้งชื่อหน้าผาแห่งนี้ว่า HUG HILL ไปด้วยเลย ซึ่งปัจจุบันได้เปิดเป็นโฮมสเตย์ (Home Stay) ด้วยนะคะ เผื่อใครสนใจอยากพักใกล้ๆที่ปีนหน้าผา มีณขอแนะนำที่นี่เลยค่ะ

ถือว่าเป็นหน้าผาน้องใหม่ เพิ่งเสร็จหมาดๆ พร้อมเกรดการปีนที่ค่อนข้างยากยิ่งขึ้น แต่ความสูงของเส้นทางการปีนที่นี่ไม่เกิน 25 เมตรค่ะ ทางเดินขึ้นเขาก็ช่างแสนสั้น 😅 ลักษณะของหินเป็นแบบ หินปูน (Lime Stone) และค่อนข้างคม (Hug Hill Climbing Location) สามารถมาปีนได้ทั้งวัน เพราะร่มเย็นตลอดเวลา

YOUTUBE : White Umbrella 7c at HUG HILL Crag

YOUTUBE : Black Popcorn 7b at HUG HILL Crag

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ? สำหรับบทความนี้มีณตั้งใจเขียนขึ้นมา เพื่ออยากจะแนะนำให้เหล่านักปีนหน้าผาทุกท่านได้ทราบข้อมูลโดยทั่วกัน ว่าเมืองกาญจน์แห่งนี้ ก็มีสถานที่สำหรับปีนหน้าผาแล้วนะ ซึ่งยังเปิดไม่เป็นทางการ แต่ก็เริ่มทยอยให้ผู้ที่สนใจลองมาปีนกันได้ค่ะ

ต้องขอขอบคุณ พี่ดลและพี่วี ที่เป็นผู้บุกเบิกเส้นทางปีนหน้าผาที่นี่ สามารถติดตามได้ใน Instagram: Kanchanaburi_alpine และขอขอบคุณ TMSC ที่มีส่วนช่วยเหลือ สนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อให้กิจกรรมปีนหน้าผาได้แพร่หลายมากขึ้น สุดท้ายมีณอยากจะบอกว่า การที่คนเราอยากจะทำอะไรก็แล้วแต่ หากเรามีสิ่งที่ฝัน และฝันจะเป็นจริงได้ คือต้องลงมือทำ ดังเช่นพี่ดลและพี่วี ที่ไม่ละทิ้งความพยายาม แต่ยังก้าวเดินต่อไป เพื่อให้ฝันเป็นจริง และนี่คือความจริงที่มีณประสบพบเจอ

หากใครอยากสนับสนุนพวกพี่ๆที่เมืองกาญจนบุรีแห่งนี้ สามารถติดต่อได้ทาง Thailand Mountain Sports Club (TMSC) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่มีส่วนช่วยพัฒนากิจกรรมปีนหน้าผาแบบ Outdoor ในเมืองไทยค่ะ

Koh Yao Noi Climbing ปีนหน้าผาที่เกาะยาวน้อย

ได้ยินมานาน ในที่สุดมีณได้มีโอกาสไปสัมผัสที่นั่นเสียที เกาะยาวน้อยอยู่ในจังหวัดพังงา สามารถเดินทางผ่านจังหวัดกระบี่ หรือ ภูเก็ตก็ได้

มีณได้เลือกเส้นทางไปที่ภูเก็ต (สะดวกกว่า) โดยสายการบิน (ตั๋วถูกกว่ารถทัวร์แล้วตอนนี้ 🤣) แบบสไตล์ Backpacker

อย่าลืมสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลานะคะ
พร้อมกระเป๋าที่จุได้อย่างใจ Stonehauler Duffel Pro

รายละเอียดต่อไปนี้จะสาธยายเกี่ยวกับการเดินทาง รวมถึงค่าบริการต่างๆนะคะ เริ่มจาก สนามบิน 🛬 ไปท่าเรือบางโรง 🚤 มีณลองหาทางที่ได้ราคาดีๆ สรุปมี 2 ทาง คือ Grab ราคาประมาณ 4 ร้อยกว่าบาท และ Taxiในสนามบิน 500 บาท (สำหรับ 2 คน) มีณเลือก Taxi ค่ะ

Taxi จากสนามบิน
ราคาสำหรับ 2 คน

ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็ถึงค่ะ พอเข้ามาถึงท่าเรือ จะมีค่าธรรมเนียมเข้าด้วยนะคะ 10 บาท (ต่อคัน)

ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยว

รถมาจอดให้ถึงท่าเรือเลยค่ะ ตรงนี้สำคัญนะ เราต้องไปซื้อตั๋วที่ เกาะยาวน้อย นะคะ ไม่ใช่เกาะยาวใหญ่ คนละราคา และคนละทางกันเลย

ตารางเรือ

เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ให้กรอกเอกสาร และจ่ายค่าเรือค่ะ ถ้าเป็นเรือ Speed Boat ราคาคนละ 200 บาท แต่ถ้าเป็นเรือไม้ Long ราคาคนละ 100-150 โดยประมาณค่ะ

ตั๋วเรือ

ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงค่ะ พอขึ้นฝั่งก็จะมีรถสีขาว (คล้ายๆรถสองแถวในกรุงเทพฯ) บอกเส้นทางที่จะไปก็จะถึงที่หมายค่ะ

รถแท็กซี่ของเกาะยาวน้อย

มีณมาพักที่ Yoga Island Resort ซึ่งอยู่ทางเหนือของเกาะยาวน้อยแถวริมหาดและชายทะเล

สถานที่นี้ แน่นอนว่ามีห้องเรียนโยคะด้วยกับครูDavid ซึ่งมีณได้ร่วมกิจกรรมด้วยตอนเช้าจะเป็นแถวหน้าหาด บรรยากาศดีมาก แถมมีจักรยานให้ปั่นออกกำลังกาย หรือเพื่อชมวิวรอบๆ สวยงามมากค่ะ

ซึ่งที่พักที่นี่สะดวกต่อการเดินทางไปปีนหน้าผานะคะ เพราะอยู่ใกล้ และเรามีคนรู้จักนำทางและพาไปปีนได้อีกด้วย

การไปปีนหน้าผาที่เกาะยาวน้อย ต้องเดินทางโดยเรือค่ะ จะต้องมีค่าใช้จ่าย ซึ่งขอแนะนำว่ายิ่งไปเยอะจะยิ่งประหยัดค่ะ 😂 แต่มีณขอรับประกันว่าปีนที่นี่สวยมากค่ะ ไม่ใช่แค่วิว แต่เส้นทางปีนของแต่ละโซนก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เหมือนยิ่งปีนยิ่งสนุก ยิ่งอยากปีนอีก ซึ่งทริปนี้ มีณปีนได้ไม่เยอะค่ะ ไปได้แค่ไม่กี่วอลเอง แน่นอนว่ามีณวางแผนมาครั้งหน้าอีกแน่นอน!

แต่ถ้าไม่อยากนั่งเรือไปปีน มีณเห็นที่พักแถวนั้นด้วยนะคะ (เดินประมาณ 10-15 นาที) แต่ราคาจะแพงนิดหน่อย แถมจะไม่ติดในเมือง เหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบความสงบ ความเป็นส่วนตัวค่ะ Paradise Koh Yao Resort พาราไดซ์ เกาะยาว รีสอร์ท และ TreeHouse Villas Koh Yao Noi Luxury Resort

ปิดท้ายรูปสวยๆ และวีดีโอจากการปีนค่ะ เผื่อเป็นแรงบันดาลใจ หรือแนะแนวกับการมาปีนหน้าผาที่เกาะยาวน้อยค่ะ 😊


YOUTUBE : ปีนผา กับวันชิลๆ ที่เกาะยาวน้อย

ขอขอบคุณผู้สนับสนุนหลัก BLACK DIAMOND THAILAND , MAD ROCK THAILAND , STERLING ROPE THAILAND , KLEAN KANTEEN THAILAND ผู้ซึ่งผลิตอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ สร้างความปลอดภัยในการปีนหน้าผา และขอบคุณทุกคนๆ ที่คอยติดตามมีณนะคะ 🙏🏻

สำหรับมือใหม่ มีนักปีนที่อาศัยอยู่ที่เกาะยาวน้อยค่ะ สามารถติดต่อกับคนนี้ได้เลยค่ะ

Nokkho Nok
Instagram: nokkhonok

The North Wall

ณ ปัจจุบัน กีฬาปีนหน้าผาในไทยเริ่มได้แพร่หลาย ทั้งตามโรงยิมหน้าผาจำลอง รวมถึงหน้าผาจริง ซึ่งมีอีกหลายที่มากที่มีณไม่เคยสัมผัส หนึ่งในนั้นคือ หน้าผา The North Wall นี่เอง

The North Wall อยู่ที่ อำเภออ่าวนาง จังหวัดกระบี่ ไม่ต้องนั่งเรือให้ยุ่งยาก แค่จ้างรถมาส่งที่หน้าผาได้เลย!

ก่อนเข้าซอยอ่าวนาง 11 จะเจอปั้มบางจาก และร้านกาแฟ Inthanin อยู่ริมถนน แนะนำว่าห้องน้ำปั้มนี้สะอาดมากค่ะ มีณมาใช้บริการทั้งก่อนปีนและหลังปีน 😆

ทางเข้าซอยประมาณ 900 เมตร ต่อด้วยเดินเท้าไปที่หน้าผา ประมาณไม่เกิน 100 เมตร แล้วเราจะเจอหน้าผาเลยค่ะ

ทางเข้าหน้าซอย
สุดทาง จะเป็นทางเดินเท้า
เดินตามทาง
The North Wall – โซน Mythical Beasts

ถ้าช่วงฝนตก มีณแนะนำว่าปีนได้ค่ะ ไปทางโซน Jurassic X-Mas เหมือนมีหลังคาคลุมไว้เลย ไม่เจอแดดค่ะ ร่มทั้งวัน

เกรดปีนมีตั้งแต่ เลข 6 ยันเลข 7 เกือบ 8 มีณขอบอกไว้เลยค่ะ เกรดแข็งมาก ปีนเองเหนื่อยสุดๆ ความยาวอย่างน้อย 30 เมตร ก็มี 😂

แต่ละโซนจะมี topo แบบวาดมือ ไว้ให้ค่ะ

เนื่องจากเป็นสถานที่ส่วนบุคคล ต้องรบกวนนักปีนทุกท่านที่มาใช้บริการช่วยเคารพ และรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยนะคะ

ซึ่งมีณได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนต่างชาติ ที่แนะนำเส้นทางการปีน รวมถึงโปรเจคต่างๆ คาดว่า เร็วๆนี้ ก็จะมีสถานที่ปีนหน้าผาเพิ่มอีกในกระบี่นี้ค่ะ

แก๊งนักปีน จากซ้าย มีณ, Daling, พี่เพชร, พี่นกโก๊ะ และ David
King Kong 7b/+
พี่เพชร ลอง Hulk 7c (Photo by Tej)
ภาพถ่ายจากข้างบน (Photo by Tej)

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ ดูน่าปีนใช่ไหมละ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ค่ะ แล้วมีณจะพยายามแนะนำสถานที่ปีนใหม่ๆ มาฝากกัน

ขอบคุณอุปกรณ์ปีนหน้าผาดีๆ จาก Black Diamond Thailand, Mad Rock Thailand, Sterling Rope Thailand และ Klean Kanteen Thailand

ขอให้สนุกกับการปีนทุกท่านค่ะ

UA RUN CREW

UA RUN CREW, 4 October 2020

หลายคนอาจจะไม่รู้จักชื่อนี้ มีณเลยถือโอกาสมาแนะนำกลุ่ม UA RUN CREW (THAILAND) สำหรับผู้ที่รักการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการวิ่ง เป็นการรวมตัวของเหล่าผู้ชื่นชอบการทำกิจกรรม หรือมีเวลาว่างเป็นอันต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้เราอยู่เฉยๆ

โดยกิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกปี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แถมมีกิจกรรมแจกของให้ด้วยนะ หากทำโปรแกรมตามที่เค้าบอกมา รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลด้านการวิ่ง แถมยังได้พบปะเหล่าพี่ๆ หรือผองเพื่อนหน้าใหม่ได้อีกด้วย

ซึงในครั้งนี้มีณได้ร่วมงานครั้งแรก ก็จะตื่นเต้นหน่อยๆ เพราะต้องตื่นเช้า โดยจะนัดทุกวันอาทิตย์ เวลาประมาณ 06:00-08:00 ตอนมีณมาถึงพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเลย

Warm Up

มีหลายคนที่มาร่วมกิจกรรมมากมาย พี่ๆ เป็นกันเองมาก ซึ่งกิจกรรมนี้จัดโดยภายใต้ผู้สนับสนุนหลัก Under Armour Thailand (UA) สำหรับผู้ที่มาครั้งแรกอย่างมีณเอง จะมีพี่ๆที่เป็นคนประจำกลุ่มนี้ มาคอยแนะนำชื่อแต่ละคน รวมถึงช่วยเหลือด้านการวิ่ง

อันดับแรกก่อนวิ่งพี่เค้าจะถามเลยว่า Pace เท่าไหร่…. มีณก็งงสิคะ มีณได้แต่ตอบกลับไปว่า Pace คืออะไรคะ? แต่พี่ๆเค้าใจดีอธิบายคร่าวๆให้ฟังด้วยว่า Pace คือตัวกำหนัดเวลาโดยประมาณต่อการวิ่ง 1 km เช่น Pace 6 ก็จะแปลว่า วิ่ง 1 กิโลเมตรใช้เวลาประมาณ 6 นาที พอได้ยินอย่างนี้ มีณตอบทันทีว่า Pace 10 ค่ะ (มั่วเอา ฮ่าๆ)

ขอบอกไว้ก่อนเลยค่ะ มีณไม่ใช่สายวิ่ง แต่มีณชอบการออกกำลังกาย นอกจากกีฬาปีนหน้าผาแล้ว มีณก็เล่นอย่างอื่นเป็น เช่น ว่ายน้ำ แบตมินตัน เทนนิส ปิงปอง Wakeboard ก็พอได้ ซึ่งวิ่งถือเป็นกิจกรรมจำเป็นสำหรับเหล่านักกีฬาด้วยค่ะ

หลังจากวอร์มอัพกันเรียบร้อย (วิ่งอีก 4 รอบสนาม) ต่อด้วยการฝึก Drill คือการฝึกระยะสั้นๆ ประมาณ 25 เมตร โดยมีทักษะเฉพาะของเหล่านักวิ่งใช้กัน

เมื่อฝึกเบื้องต้นเรียบร้อย เค้าก็จะแบ่งกลุ่มเป็น 3 กลุ่ม โดยแบ่งตามความสามารถ ซึ่งมีณขออนุญาตไปอยู่กลุ่ม Beginner หรือมือใหม่เลย

บอกตรงๆ มีณไม่สันทัดกับการวิ่งระยะไกล ฮ่าๆ

ซึ่งโปรแกรมของคนมือใหม่ มีณฟังแล้วแบบว่า “อื้อหือ” (มือใหม่ยังไงเนี่ย) โดยให้วิ่ง 4 กิโลเมตร แต่ไม่จำกัดเวลา สำหรับมีณถือว่าหนักพอสมควร ฮ่า

ปิดท้ายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และที่สำคัญกิจกรรมดีๆแบบนี้ มีช่างภาพเก่งๆมาเก็บภาพสวยๆด้วยนะคะ

คนทั่วไปสามารถมาลองกิจกรรมนี้เช่นกัน ไม่จำกัดเพศและวัย ขอแค่คุณมีความตั้งใจ และความรักในการออกกำลังกาย เข้าร่วมได้เช่นกันค่ะ

ขอบคุณภาพๆสวยจากทีม UA RUN CREW (THAILAND)

สำหรับผู้สนใจกิจกรรมดีๆแบบนี้ (ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย) สามารถเข้าร่วมกลุ่มในทาง Facebook ได้ที่ UA Run Crew (Thailand)

The Keep หน้าผาแห่ง(การ)ปกปักรักษา

Railay West

สำหรับคนที่คุ้นเคยการไปปีนหน้าผาที่กระบี่ แน่นอนว่ามีหลากหลายเส้นทางให้เลือก และให้ลองปีนกันหนำใจ ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละที่ๆจะไปปีนต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ รวมถึงน้ำขึ้นน้ำลงที่มีผลต่อการเดินทาง

꧁༒☬เพราะฉะนั้นควรศึกษาก่อนไปปีนนะคะ หากไปผิดเวลา จะเปลี่ยนแผนไม่ทันค่ะ☬༒꧂

และทริปนี้มีณจะมาแนะนำหน้าผา The Keep หรือชื่อภาษาไทยอาจจะแปลได้ว่า หน้าผาแห่ง (การ) ปกปักรักษา อยู่ที่ไร่เลย์ฝั่งตะวันออก

มีเกรดตั้งแต่ 6b ไปจนถึง 7c (French Grade) พร้อม movement การปีนที่สวย รวมถึงภาพบรรยากาศโดยรอบที่มีน้ำทะเลเป็นวิว มีณขอแนะนำเลยว่าไปแล้วปีนคุ้มแน่นอน

The Keep ไม่ได้อยู่ริมหรือหน้าหาดที่เราเห็นแถว พระนาง หรือ 123 นะคะ ต้องเดินตามทางรวมถึงขึ้นเขาเล็กน้อย

จุดเริ่มต้น

วันนั้นที่มีณไปปีนหน้าผา น้ำจะขึ้นตอน 10 โมงเช้า เพราะฉะนั้นมีณรีบตื่นแต่เช้า ทานอาหารให้เรียบร้อยรวมถึงเตรียมของกินไปเผื่อหิวระหว่างปีน เพราะวางแผนกันไว้แล้วว่าจะอยู่ที่ The Keep ทั้งวัน

เริ่มต้นเจอกัน 7:30 ที่หน้าศาลาแถว 123 wall จะเห็นได้ว่าน้ำลดสามารถเดินทางไปได้ค่ะ

เดินผ่านหน้าผามวยไทย
ผ่าน 123 wall
ทางเข้าจะอยู่ทางด้านขวา
ทางเข้าตามลูกศร

เมื่อขึ้นเนินมาแล้ว ให้เดินตามทางเดินเรื่อยๆนะคะ ซึ่งจะค่อยๆขึ้นเนินทีละเล็กละน้อย

เลือกทางซ้าย
ระหว่างทางจะเห็น หน้าผา 2 ผาขนานกันข้างบน

เมื่อเดินผ่านระหว่าง 2 หน้าผาแล้วจะต้องปีนลงค่ะ แต่เพื่อความปลอดภัยสามารถทำโรยตัวลงดีกว่านะคะ แล้วเราก็ถึง The Keep ค่ะ

หลังจากโรยตัวลงมา
มีพื้นที่นั่งพักสบายค่ะ

ถึงที่หมายเวลา 8 โมงค่ะ พร้อมกับการปีนมาก ซึ่งหน้าผานี้มีทั้งหมด 11 เส้นทาง โดยประมาณ แล้ววันที่มีณมาปีนนั้นไต้ฝุ่นเข้าพอดี ฝนตก แต่ว่าหน้าผานี้ ไม่เปียกฝนค่ะ โชคดีมาก พวกเราปีนกันเหมือนหน้าผานี้มีแต่พวกเรา ปีนจนถึงบ่าย 3 โมงเลยค่ะ (เกือบ 7 ชั่วโมง)

ต่างคนต่างปีน 6c

เผื่อใครสนใจอยากไปปีน ไปกันได้เลยนะคะ ถ้าสงสัยสามารถสอบถามได้เลยค่ะ

ตบท้ายด้วยภาพสวยๆ

ชิวๆ
ภาพสวยจากพี่นกโก๊ะ

ขอบคุณผู้สนับสนุนหลักทั้งเสื้อผ้า และอุปกรณ์ เตรียมพร้อมกันฝนมากค่ะ Black Diamond Thailand และ Mad Rock Thailand

หรือ www.shopprogression.com

REVIEW: Mission LT Approach Shoe

ถ้าคุณมองหารองเท้าสำหรับเดินป่า หรือกิจกรรมกลางแจ้ง มีณขอแนะนำรองเท้าคู่นี้เลย! Mission LT Approach Shoe ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของแบรนด์ Black Diamond จากประเทศสหรัฐอเมริกา ออกแบบมาเพื่อกิจกรรม Outdoors อย่างพวกเราโดยเฉพาะ

Mission LT Approach

จุดเริ่มต้น ว่าทำไมมีณคิดว่าการเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่เราทำนั้นสำคัญ เพราะมีณเชื่อว่า เท้า คือส่วนหนึ่งของร่างกายที่เราใช้เป็นประจำทุกวัน ยิ่งมีณเป็นนักกีฬาด้วยแล้ว หากเท้าของตัวเองเกิดการบาดเจ็บขึ้นมา ทำให้การเล่นกีฬารวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองหยุดชะงัก จะส่งผลให้มีณไม่สามารถทำกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง แต่การที่ตัวเองสามารถหาทางแก้ไข หรือเตรียมความพร้อม เพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉินที่เราไม่คาดคิด ทำให้เราสามารถใช้งานเท้าได้อย่างมั่นคงและยาวนาน

เพราะการใช้ชีวิตประจำวันทุกวันนี้ มีณใช้อย่างสมบุกสมบันมาก และมีณต้องใส่รองเท้าหลากหลายรูปแบบมากเช่นกัน อาทิ  รองเท้าไปทำงาน รองเท้าสำหรับออกกำลังกาย (ปีนหน้าผา) รองเท้าสบาย ๆสำหรับอยู่บ้าน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน

ดังนั้น มีณคิดว่าการเลือกรองเท้าให้ถูกหลักการใช้งานของแต่ละประเภทเป็นสิ่งสำคัญ เพราะรองเท้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเท้าของเราให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม แก่การใช้งานของแต่ละประเภท ซึ่งในที่นี่ มีณจะแนะนำรองเท้าสำหรับเดินขึ้นป่าเขา Mission LT Approach Shoe

เส้นทางการเดิน

รองเท้าของ Mission LT เป็นผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุดของ Black Diamond ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานการเดินป่าเขา ซึ่งเมื่อมองจากภายนอกของรองเท้ามีลักษณะปลอกหุ้มตั้งแต่หัวเท้ายันส้นเท้า โดยมีพื้นยางที่มีส่วนคล้ายกับรองเท้าปีนหน้าผา แต่มีลักษณะหนา ทำให้ปกป้องเท้าของเรา รวมถึงป้องกันสิ่งแปลกปลอม เช่น หนามแหลมคมจากกิ่งไม้ ซึ่งจะทะลุเข้าในรองเท้าของเราได้

มุมมองจากด้านข้างของรองเท้า Mission LT

ยางของรองเท้าด้านหน้าจะติดกันระหว่างพื้นรองเท้าและส่วนหัวของรองเท้า ซึ่งเป็นส่วนที่ดีมาก เพราะมีณเคยใช้รองเท้ามาหลายรุ่น ปัญหาหลักที่มีณเจอคือ พื้นรองเท้ากับส่วนหัวของรองเท้าชอบหลุดออกจากกัน เคยเป็นกันไหมคะ? แล้วต้องแก้ปัญหาโดยการซื้อกาวตราช้างมาป้ายแปะๆ (หาซื้อยากด้วย เมื่ออยู่ข้างนอก) เพื่อให้แผ่นทั้งสองกลับมาชิดกันดังเดิม (ต้องเว้นช่วง 2-3 นาที เพื่อให้กาวแห้งอีก) มาเจอรองเท้าที่มีณแนะนำ ปัญหาข้อนี้หายห่วงได้เลย เกิดขึ้นยากแน่นอน

พื้นรองเท้าของ Mission LT

มาดูพื้นรองเท้ากัน เนื่องจากวัสดุที่ทำมีส่วนคล้ายกับรองเท้าปีนหน้าผา แน่นอนว่าพื้นยางจะต้องหนึบแน่นอน และลายพื้นรองเท้าจะป้องกันการลื่นอย่างดีด้วย

มุมมองจากด้านหลังของรองเท้า Mission LT

ด้านหลังของส้นเท้า มีสายสลิงนี้ไว้สำหรับดึง เพื่อให้ส้นเท้าของเราเข้าไปในรองเท้าได้ง่ายยิ่งขึ้น แถวมีตราสวยงามจาก Black Diamond ประดับไว้ข้างหลังอีกด้วย

การเลือกขนาดของรองเท้าเราควรเลือกที่มีลักษณะใหญ่กว่ารองเท้าปกติ ประมาณ 0.5-1 เบอร์ เพราะว่ารองเท้าออกแบบมาเพื่อใช้ลักษณะการเดิน หรือใช้กิจกรรมทั้งวัน ฉะนั้นควรเลือกให้มีลักษณะใหญ่กว่าเท้าของตัวเองเล็กน้อย ซึ่งดูจากภายนอกแล้วมีณคิดว่าจะใส่ไม่ได้เพราะแคบ แต่เมื่อมีณลองใส่เข้าไปกลับกลายเป็นว่ากว้างพอสมควร เหมาะสำหรับคนที่มีหน้าเท้ากว้าง ยิ่งมีเชือกผูกรองเท้า ทำให้เราสามารถปรับขนาดได้เองอีกด้วย ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าจะแน่นหรือหลวมเกินไป

เส้นทางการเดิน

ความรู้สึกของการสวมใส่ อาจจะไม่ได้นิ่ม หรือแข็งมากจนเกินไป มีณสามารถใส่รองเท้าคู่นี้ไปไหนมาไหนได้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะตอนที่มีณเดินลุยเข้าไปในป่า มีณสะดุดก้อนหิน (เรียกว่า เตะก้อนหินก็ได้) หรือลื่นจะล้ม หัวจะคว่ำ พื้นยางของรองเท้ามีส่วนช่วยในการทรงตัวได้ชั่วขณะ ถือว่ายางหนึบมากเลย มีณพอใจในส่วนนี้มาก แถมมีรูระบายอากาศบนรองเท้าอีกด้วย ทำให้มีณไม่รู้สึกถึงเหงื่อออกภายในรองเท้านะ แล้วเนื้อผ้าดูทนทาน สังเกตุได้จากที่มีณเอาไปใช้งานที่จังหวัดขอนแก่น และกาญจนบุรี อย่างสมบุกสมบัน

การทรงตัวบนหิน

แถมมีณนำไปลองปีนหน้าผา outdoors ด้วย (แต่เกรดง่าย ๆ) เพราะวัสดุพื้นรองเท้ามีส่วนคล้ายกับรองเท้าปีนหน้าผา ยิ่งทำให้มีณมั่นใจในการใช้งานมากยิ่งขึ้น ไม่คิดว่าพื้นรองเท้าจะเกาะหนึบ แม้กระทั่งบนหินก้อนเล็ก ๆ ได้ดีขนาดนี้

ทดลองปีนกับ Mission LT

ซึ่งรองเท้ารุ่นนี้ออกแบบมาสีเดียวของผู้หญิง ตอนแรกที่มีณแกะกล่องมา สีสวยมาก ออกแนวสีม่วงอ่อน ๆ ผสมกับเลือดหมู (Anthracite/Wisteria) พื้นยางสีดำ โดยรวมจัดว่าสวยงามสำหรับกิจกรรมข้างนอกเลยค่ะ ส่วนของผู้ชายจะเป็นสีน้ำเงินและเชือกรองเท้าสีเหลือง ก็สวยงามไม่แพ้กัน

Mission LT Approach Shoes

โดยภาพรวมทั้งหมดตอบโจทย์สำหรับมีณในการใช้งาน รวมถึงการสวมใส่ที่กระชับและสะดวกสบาย ไม่อึดอัดระหว่างเดินหรือขึ้นเขา แถมทนทานอีกต่างหากค่ะ 

การใช้รองเท้าให้เหมาะกับประเภทที่ใช้งาน นอกจากจะถนอมเท้าของเราแล้ว ยังถนอมตัวผลิตภัณฑ์รองเท้าเองให้ใช้ได้นานมากขึ้นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น มีณเล่นกีฬาปีนหน้าผา มีณย่อมต้องมีรองเท้าเฉพาะสำหรับกีฬาปีนหน้าผาเท่านั้น แต่หากมีณใส่รองเท้าสำหรับออกกำลังกายมาปีนหน้าผา แน่นอนว่า นอกจากจะทำให้มีณเจ็บเท้าตัวเองหนักกว่าเดิมแล้ว รองเท้าสำหรับออกกำลังกายคู่นั้นทำให้พังเร็วง่ายขึ้นกว่าเดิมด้วย เพราะวัสดุที่สร้างมานั้นรองรับสำหรับออกกำลังกายโดยพื้นปกติ ไม่ใช่พื้นสำหรับส่วนของกีฬาปีนหน้าผา

ชอบมากค่ะ เหมาะกับกิจกรรม Outdoors

จากข้อความที่มีณเขียนมาทั้งหมด มีณหวังเป็นอย่างยิ่งให้ทุกคนเล็งเห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่ใกล้ตัวของเรา ถึงแม้ราคาจะแพง แต่ของดีมีคุณภาพจะทำให้การใช้งานทุกอย่างง่ายขึ้น และสุขภาพแข็งแรงอีกด้วยนะ สามารถสอบถามและสั่งซื้อรองเท้าได้ที่ www.blackdiamondthailand.com หรือติดต่อส่วนตัวได้เลยนะคะ

Igbaras – Philippines

ครั้งแรกกับประสบการณ์ครั้งใหม่ในการไปปีนหน้าผาจริงที่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทางด้วยตัวคนเเดียว พร้อมที่จะออกผจญภัยกันหรือยัง?

ไม่มีเหตุผลอะไรที่ชัดเจน แต่มีณแค่อยากไปประเทศที่ไม่เคยไปบ้าง และฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในตัวเลือก เพราะมีณคำนวณไว้หลายๆอย่าง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ไม่น่าจะแพงกับความเป็นอยู่ที่นั่น ประกอบกับเพื่อนฟิลิปปินส์ของมีณมีชื่อว่า โจ (ผู้หญิงนะ) ก็ยุยงแถมแนะนำว่าให้ไปเยี่ยมประเทศของเค้า มีณเลยถือโอกาสเช็คตั๋วเครื่องบินคร่าวๆ แล้วก็ จ๊ะเอ๋!! ตั๋วถูกมาก เผอิญไปเจอสายการบินของ Cebu ในราคาไม่เกินสองพัน เพื่อนโจก็ยุทันที ซื้อเลย ซื้อเลย แต่เป็นตั๋วแบบขาเดียวนะ ฮ่าๆ แต่มีณก็ตามใจเพื่อน ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอมเลยถือโอกาสไปเที่ยวพักผ่อน รวมถึงทริปปีนหน้าผาจริงที่ Igbaras

Packing gear

การเตรียมตัวครั้งนี้นอกจากอุปกรณ์หน้าผาตามรูปภาพที่โชว์บ้างบนแล้ว มีณยังต้องเตรียมอาหาร รวมถึงของฝากจากเหล่าพวกเพื่อนพ้องในฟิลิปปินส์ ที่มีทั้ง มาม่า ปลากระป๋อง น้ำพริก ผงชานม-ชามะนาว-ชาเขียว ที่มีณสามารถเตรียมไปให้ได้ แต่มีณไม่สามารถพกโรตี หรือ ข้าวเหนียวมะม่วงไปให้หรอกนะ (กระเป๋าจะเกินลิมิตอยู่แล้ว) แถวไปครั้งนี้มีณได้ตรวจสอบสภาพอากาศซึ่งจะค่อนข้างฝนตก เปียกชื้น จึงต้องเตรียมเสื้อกันฝนไปด้วย

Map

ดูจากแผนที่เลย จากเมืองมะนิลา (Maynila) ไปเมือง อิกบาราส (Igbaras) เราก็ต้องเดินทางโดยสายการบินเช่นเคย Domestic เมื่อไปถึงนั่งรถ taxi ไปที่ terminal Mohon เพื่อนั่งรถ Jeepney ของบ้านเค้าไปที่ภูเขาของอิกบาราส ซึ่งระหว่างทางผ่านทะเล ผ่าน 7-11 (ขาดไม่ได้จริงๆ) ผ่านเด็กนักเรียนตัวเล็ก ยันตัวโต ผ่านรถตุ๊กๆสามล้อ (กะทัดรัด น่ารักมาก) จากนั้นเริ่มมองเห็นภูเขา ได้กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ ใบหญ้า รู้สึกสัมผัสถึงธรรมชาติจริงๆ บริสุทธิ์มาก จากนั้นรถ Jeepney จอดที่ตีนเขา หลังจากนี้คือของจริง คือต้องนั่งมอเตอร์ไซค์วิบาก เพื่อขึ้นเขา แล้ววันนั้นอากาศชื้น ฝนตกเมื่อคืน มีณก็กังวลๆอยู่ ว่าจะผ่านไปยังไง เมื่อไปถึงครึ่งทางมีสะพานที่ยังสร้างไม่เสร็จ อันนี้ต้องลงเดินข้ามสะพาน แลัวจากนั้นจะมองเห็นความชันของภูเขาที่ต้องเพิ่งพามอเตอร์ไซค์คันใหญ่ๆ พาพวกเราขึ้นไป (ที่สำคัญต้องกอดคนขับให้แน่นๆ) ใช้เวลาทั้งหมดในการเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง

(ภาพประกอบอยู่ข้างล่าง)

This slideshow requires JavaScript.

และในที่สุดพวกเราก็มาถึงที่พัก อยู่บนภูเขา ที่พักเป็นบ้านไม้ไผ่สองชั้น ข้างในมีห้องกว้าง มีโต๊ะกับเก้าอี้ จากนั้นอีกห้องเป็นห้องครัว และห้องน้ำด้านข้าง ชั้นสองเป็นห้องนอน ห้องใหญ่ห้องเดียว ซึ่งทุกคนสามารถนอนบน Hammok หรือนอนบนพื้น (จะมีผ้าปูรองให้กับหมอน) อากาศที่นี่ถือว่าเย็นนิดๆเลย (มีณมาช่วงพายุเข้าพอดี แต่ไม่เป็นอุปสรรคใดๆ)

เหมือนย้อนกลับมาใช้ชีวิตในสมัยโบราณ สัญญาณโทรศัพท์บอกเลยว่า ไม่มีหรือหายากมาก ที่ห้องครัวต้องใช้กากมะพร้าวในการจุดไฟ ไม่มีเตาหรือไมโครเวฟ ห้องน้ำ ไม่มีน้ำอุ่นมีแต่น้ำเย็นๆจากฝน ที่รองน้ำเก็บไว้ แต่โดยรวมทุกอย่างคือรู้สึกอบอุ่นมาก ทุกคนเป็นกันเอง ช่วยกันดูแล ช่วยกันทำอาหาร ช่วยกันทำความสะอาด โดยวันแรกที่มีณไปถึง มีณสลบอยู่ที่นอนตั้งแต่ 11 โมงเช้ายัน 6 โมงเย็น หลายชั่วโมงเลย (จนเพื่อนๆที่มาด้วยกัน สงสัยว่ามีณเป็นอะไรหรือเปล่า) ตื่นอีกทีกลางดึก เพราะเค้าเรียกกินอาหารเย็นกัน Miel ทำสปาร์เก็ตตี้ให้กิน

This slideshow requires JavaScript.

จากที่พักไปที่หน้าผาใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 10 นาที เมื่อมาถึงที่หน้าผา บอกได้เลยว่าสวยมาก ถึงแม้จะมีแค่ sector หน้าเดียว แต่ตอนเดินก็ต้องระวังตกด้วย สภาพหินของที่นี่เป็นแบบ Lime stone สีขาว คล้ายๆที่น้ำผาป่าใหญ่บางเส้นทาง

ตัวจับที่นี่เป็นแบบมนๆ ไม่คมมาก แต่มีแนวแบบ crimp และ  poctket เยอะ ถ้าปีน 3 วันติดกันเหมือนมีณนี่ แสบมือมาก โดยเฉพาะนิ้ว สุดท้ายก็คมอยู่ดี ฮ่าๆ ส่วนเรื่องการวางเท้า สามารถเหยียบได้ทุกอย่างเลย ถึงแม้บางครั้งจะคิดว่าเหยียบไม่ได้ก็เถอะ แต่ที่จริงเหยียบได้ และที่สำคัญหาตัวจับยากมาก ถ้าเค้าไม่ได้ Chalk mark ไว้นะ มีณมองไม่เห็นจริงๆว่าจะจับได้

สามารถดู topo ได้ที่ The crag

First day
วันแรกของการปีน มีแต่หมอก หมอก หมอก หมอก

ถือว่าเป็นความโชคดีของมีณเลยก็ว่าได้ที่ได้มาปีนหน้าผาช่วงนี้ และเวลานี้ (พายุเข้า) ถึงแม้ฝนจะตก แต่หน้าผาก็แห้ง ไม่มีอุปสรรคต่อการปีนจริงๆ มีณเคยปีนเส้นทางหนึ่งที่ยาว 35 เมตร (สำหรับ warm up) จำได้ว่าตอนขึ้นแดดออก แต่ปีนไปได้แค่ 5 เมตร ลมเริ่มมา จากนั้นปีนไปได้ 20 เมตร ฝนตกละจ้า แล้วลงมาตัวเปียกเลย ฮ่าๆ

_NLC5033_hr
Photo by Noel Cabauatan สังเกตจากภาพมีฝนตกพรำๆ

Jo
สภาพหลังจากปีนผ่าน 35 เมตร พร้อมสภาพอากาศแปรปรวน แต่พวกเราก็ไม่หวั่น ปีนต่อไป

เส้นทางที่นี่มีแต่เส้นทางระดับ 5a ไปจนถึง 8c (Miel กำลังทำให้จบอยู่ แต่สุดท้ายก็ไม่จบจนกลับบ้าน) มีณประลองด้วย 8a+ วันแรกเลย ซึ่งเป็นเส้นทางใหม่ยังไม่มีใครปีนจบมาก่อน แล้ววันนั้นมี Miel , Purse และ มีณ ที่จบพร้อมกันสามคนในวันเดียว Miel จึงตั้งชื่อเส้นทางนี้ว่า Neung Song Saam (หนึ่ง สอง สาม) เป็นภาษาไทย

IMG_7848
วันแรกของการปีน มันก็จะมนๆหน่อย

หลังจากนั้นเราต่างคนต่างแยกย้ายปีน ที่จริงมีณไม่มี project อะไรเลย มีณกะว่ามาปีนเพื่อความสนุกล้วนๆ แต่สุดท้าย ก็โดนให้ปีนตาม Miel และ  Purse สองคนนี้เค้ามีเส้นทางที่อยากจะปีนกันซึ่งส่วนใหญ่ก็เลข 8 นั่นแหละ

มีเส้นทางหนึ่งที่ Miel ปีนอยู่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ยังไม่มีใครเคยปีนมาก่อนอีกเช่นกัน มีณกับ Miel เลยลองกันสองคน ว่าใครจะได้เป็น First Ascent (FA) คนแรกของเส้นทางนี้ มีณลองไปสองครั้ง Miel ลองไปสามครั้ง สุดท้าย ผู้ชนะคือ Miel พร้อมตั้งชื่อในเส้นทางนี้ว่า Power Inverter 7c+/8a

IMG_7859
Miel take a nap before his first ascent : Power Inverter 7c+/8a

หลังจากนั้นก็ลองปีนเส้นทางอื่น จนมือของมีณแสบไปหมด ก็ได้เวลากลับที่พัก เตรียมมื้ออาหารเย็น รวมถึงนั่งเล่นไพ่ และคุยกันผ่อนคลาย

Game time
ชิวๆ ก่อนกินข้าว

Our food
อาหารไทย อาหารฟิลิปปินส์ อาหารมังสวิรัส BOOM

สองวันสุดท้ายก่อนกลับ มีณได้ปีน project ของ Purse ซึ่งเป็นเกรด 8b ที่นิยมที่สุดในหน้าผาที่นี่ เป็นการตัดสินใจที่ช้ามาก เพราะร่างกายเหนื่อยไปหมดแล้ว แต่มีณก็ไม่ละความพยายาม จึงได้ลองเส้นทางนี้ที่มีความสูง เกือบ 25 เมตรเห็นจะได้ ประกอบกับมี crux 3 ช่วง และมีช่วงพักบ้าง วันแรกที่ลองนึกว่าจะปีนไม่ได้ จนเหลือ 2 clip สุดท้าย มีณตก เกือบจบแล้วเชียว แต่เนื่องจากฟ้าเริ่มมืดแล้ว จึงต้องกลับที่พัก แล้วพรุ่งนี้มาลุยต่อ

_NLC5442_hr
Photo by Noel Cabauatan สภาพตกตอนใกล้จะจบแล้ว

และแล้ววันนี้ก็มาถึง ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนกลับเมืองมะนิลาคืนนี้ ช่วงเช้ามีณลังเลว่า จะปีนเลข 8 เลย หรือว่าต้องวอร์มอัพก่อน เพราะปกติมีณจะวอร์มอัพก่อน แต่ด้วยร่างกายที่ปีนติดต่อกันมาหลายวัน ค่อนข้างเหนื่อยล้า เผลอๆอาจจะปีนได้แค่หนึ่งหรือสองเส้นทาง คิดไปคิดมา และก็โอเค ปีนเลข 8 เลย แล้ววอร์มข้างบนหน้าผาไปในตัว

แต่เป็นการตัดสินใจที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ระหว่างปีนมีณเท้าหลุดบ่อยมาก ทำให้แขนที่จับหน้าผาต้องเกร็งหนักมากกว่าเดิม แต่ข้อดีของมีณก็คือ มีณสามารถพักบนหน้าผาได้นาน และเรียกแรงคืนกลับมาได้ ถึงแม้จะใช้เวลาในการปีนนานไปหน่อยก็เถอะ

_NLC5430_hr
Photo by Noel Cabauatan ภาพระหว่างพักบนหน้าผา

และแล้วมาถึง 2 clip สุดท้าย เหมือนเมื่อวานเป๊ะ มีณกลัวจะตกอีก ครั้งนี้เลยพักนานอีกหน่อย บนหน้าผาตรงตัวจับที่พอจับได้ เพราะ move สุดท้ายเป็น move dynamic และกึ่งกระโดดสำหรับมีณ เลยขอเวลาทำใจแปปนึง และก็….จับตัวสุดท้ายและ clip จบด้วยความเร็วแสง และแสดงอาการดีใจหลังจากนั้นคือ เย้! ปีนจบแล้วภายใน 3 attempts ดีใจมาก ถือว่าเป็นรางวัลก่อนกลับบ้านเลยทีเดียว

TICK
เส้นทางที่มีณปีนทั้งหมดในทริปนี้ 4-5 วัน พร้อมกับยิ้มรับหลังจากปีนเส้นทางจบแล้ว ขอบคุณภาพสวยๆ จาก Noel Cabauatan

โดยรวมแล้ว มีณสนุกกับทริปนี้มาก จนทำให้ลืมวันลืมคืนเลย อยากใช้ชีวิตแบบนี้ตอนวันหยุดพักผ่อน ทำให้รู้สึกดีจริงๆ เหมือนไม่ต้องกังวล หรือสนใจอะไรในงานที่เคยมีอยู่ในหัว ณ ตอนนั้น คิดแต่ ปีน ปีน กิน นอน แค่นี้เอง

สนุกสนานกับพูดคุยเหล่าเพื่อนพ้องที่ไม่ค่อยได้เจอกันในสถานที่แบบนี้ (ส่วนใหญ่เจอแต่งานแข่งขัน) ทำให้ได้มองเห็นมุมมองที่หลากหลาย ของแต่ละบุคคล ในทริปนี้ ประกอบไปด้วย หัวหน้าใหญ่ Miel Pahati, Marte Soliza, Noel Cabauatan ช่างภาพฝีมือดี, Charm Bartolay, Jo R Ala และ John Joseph Veloria นักกีฬาจากทีมชาติฟิลิปปินส์

Igbaras-July
โฉมหน้าผู้ร่วมปีนหน้าผาในทริปนี้

ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุนหลัก Black Diamond Thailand และ Mad Rock Thailand ที่คอยช่วยสนับสนุน ให้มีณได้ทำในสิ่งที่ชอบ และคอยผลักดันให้ก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ

หากนักปีนคนไหนอยากจะลองสัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้ หรืออยากลองเปลี่ยนสถานที่ โดยที่มีณไปครั้งนี้ ไม่ถือว่าใช้ค่าใช้จ่ายเยอะเลยนะ ถูกกว่าที่กระบี่อีก ค่าครองชีพที่นี่ถูกมาก แล้วผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่หากถามถึงสภาพจราจรบนถนน ในตัวเมือง บอกได้เลยว่า พอๆกับกรุงเทพ ไม่ก็รถติดหนักกว่ากรุงเทพอีก แถมที่นี่ชอบบีบแตรตลอดเวลา (คล้ายประเทศจีน)

สามารถติดต่อได้ที่ Climb Philippines ซึ่งทางนั้นยินดีที่จะตอบคำถาม และคอยช่วยเหลือ แนะนำ หรือเป็นไกด์นำทางให้

สุดท้าย ถ้าอยากรู้ว่ากลับเข้าเมืองกันยังไง? มีณตอบได้เลยว่า กลับเหมือนที่ทำอย่างขามา คือ นั่งมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ต่อรถ Jeepney และ taxi ไปสนามบิน (สัมผัสกับการลงเขาแบบหลุม บ่อ โดยใช้เวลาเร็วกว่า ขามา อย่างมาก)